Communication Style หรือสไตล์การสื่อสาร คือรูปแบบที่บุคคลใช้ในการส่งสาร รับสาร และโต้ตอบกับผู้อื่น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของความสัมพันธ์ในการทำงาน ประสิทธิภาพของทีม และผลลัพธ์ทางธุรกิจ
แบบทดสอบ Communication Style รู้สไตล์สื่อสารของคุณ และวิธีพัฒนาให้ทีมทำงานดีขึ้น
เคยรู้สึกไหมว่าคุณพูดชัดมาก แต่คนฟังยังเข้าใจผิดอยู่?
หรือรู้สึกว่าการประชุมกับคนบางคนราบรื่น แต่กับบางคนตึงเครียดทุกครั้ง?
ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ “ข้อมูล” ที่สื่อสาร แต่อยู่ที่ “วิธีที่สื่อสาร” ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคน
ทำ แบบทดสอบ Communication Style ด้านล่างเพื่อรู้ว่าตัวเองสื่อสารแบบไหน และทีมต้องการอะไรเพื่อทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น
แบบทดสอบ Communication Style (20 ข้อ)
วิธีทำ: อ่านแต่ละข้อแล้วเลือกคำตอบที่ตรงกับตัวคุณมากที่สุดในสถานการณ์ทำงานจริง ไม่มีคำตอบที่ถูกหรือผิด
ข้อ 1: เมื่อต้องนำเสนองานในที่ประชุม คุณมักจะ…
- A) เข้าประเด็นทันที บอก bottom line ก่อน แล้วค่อยอธิบาย
- B) อธิบายที่มาที่ไปและบริบทก่อน แล้วค่อยสรุป
- C) ถามความเห็นทีมก่อน แล้วค่อยเสริมด้วยข้อมูลของคุณ
- D) เน้นตัวเลขและข้อมูลที่พิสูจน์ได้ก่อนเสมอ
ข้อ 2: เมื่อมีความขัดแย้งในทีม คุณมักจะ…
- A) พูดตรงๆ ว่าใครผิดและควรแก้ยังไง
- B) อธิบายว่าความขัดแย้งนี้กระทบ big picture อย่างไร
- C) หาทางประนีประนอมที่ทุกคนพอใจได้
- D) เก็บข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อนสรุป
ข้อ 3: เมื่อได้รับ feedback ที่ไม่เห็นด้วย คุณรู้สึกอย่างไร?
- A) พร้อมโต้แย้งทันทีถ้าคิดว่าคุณถูก
- B) ฟังก่อน แต่ยังคงมองภาพรวมว่าอะไรสำคัญกว่า
- C) รู้สึกไม่สบายใจถ้า feedback ทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียด
- D) ต้องการหลักฐานก่อนจะเปลี่ยนความเห็น
ข้อ 4: ในการทำงานปกติ คุณชอบการสื่อสารแบบไหน?
- A) Line/Teams ตอบเร็ว กระชับ
- B) ประชุม discuss ไอเดียร่วมกัน
- C) คุยแบบ 1-on-1 สบายๆ
- D) รายงานและ email ที่มีรายละเอียดครบ
ข้อ 5: เมื่อต้องตัดสินใจในทีม คุณมักจะ…
- A) ตัดสินใจเร็วและเดินหน้าทันที
- B) มองว่าตัวเลือกไหนสอดคล้องกับ vision ระยะยาว
- C) ถามทุกคนก่อนตัดสินใจ
- D) วิเคราะห์ options ทั้งหมดอย่างละเอียดก่อน
ข้อ 6: เพื่อนร่วมงานมักบอกว่าคุณ…
- A) ตรงไปตรงมา บางครั้งดูแรง
- B) มีวิสัยทัศน์ คิดใหญ่เสมอ
- C) เป็นคนที่ทุกคนไว้วางใจได้
- D) รอบคอบ ละเอียด ไม่ค่อยพลาด
ข้อ 7: เมื่อต้องสอนงานหรือ brief คนอื่น คุณมักจะ…
- A) บอกว่าต้องทำอะไร ภายในเมื่อไหร่ ไม่ต้องอธิบายมาก
- B) อธิบาย why ก่อนเสมอ เพราะคนจะทำได้ดีกว่าถ้าเข้าใจเป้าหมาย
- C) ถามก่อนว่าคนฟังต้องการ support แบบไหน
- D) ให้ document หรือ checklist ที่ละเอียดไปด้วย
ข้อ 8: เมื่อ meeting ยืดยาวเกินกว่าที่ควร คุณ…
- A) พูดตรงๆ ว่า “เราออกนอกประเด็นแล้ว ขอ refocus”
- B) พยายาม redirect กลับไปสู่ objective ของ meeting
- C) อดทนฟัง เพราะไม่อยากตัดบทใคร
- D) จดสิ่งที่พูดออกนอกประเด็นไว้ เพื่อ follow-up ทีหลัง
ข้อ 9: สิ่งที่ทำให้คุณหงุดหน่ายที่สุดในการทำงานคือ…
- A) คนที่ตัดสินใจช้า หรือไม่กล้าตัดสินใจ
- B) งานที่ไม่มีความหมาย หรือไม่ align กับ vision
- C) ความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการแก้ไข
- D) งานที่ทำโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอ
ข้อ 10: เมื่อต้องโน้มน้าวใจคนอื่น คุณมักใช้วิธีไหน?
- A) พูดตรง แสดงความมั่นใจ และให้ deadlines
- B) วาดภาพ big picture ว่าจะดีขึ้นอย่างไร
- C) สร้าง relationship และใช้ความไว้วางใจที่สร้างมา
- D) ใช้ข้อมูล ตัวเลข case study ที่น่าเชื่อถือ
ข้อ 11 – 20: (ต่อเนื่อง – เลือกคำตอบที่ตรงกับตัวคุณมากที่สุด)
ข้อ 11: เมื่อรับ email ยาวๆ คุณ…
– A) อ่านแค่ summary และ action items
– B) อ่านทั้งหมดแต่จับ concept หลัก
– C) อ่านเพื่อดูว่ามีอะไรที่ต้องตอบสนองทีมไหม
– D) อ่านทุกบรรทัดอย่างละเอียด
ข้อ 12: ในช่วงแนะนำตัว คุณมักพูดถึงอะไรก่อน?
– A) ตำแหน่ง ความรับผิดชอบ และผลงานที่ผ่านมา
– B) ว่าคุณทำงานประเภทไหนและ passion ของคุณคืออะไร
– C) ถามอีกฝ่ายก่อนเสมอ
– D) background การศึกษาและ expertise
ข้อ 13: เมื่อโปรเจกต์ไม่เป็นไปตามแผน คุณ…
– A) หา solution ทันที ไม่เสียเวลา analyze มาก
– B) ถอยออกมามองภาพรวมก่อนตัดสินใจ
– C) คุยกับทีมก่อนเพื่อให้ทุกคน on board กับทางออก
– D) ทำ root cause analysis ก่อนเดินหน้า
ข้อ 14: เมื่อต้องทำงานกับคนที่มีสไตล์ต่างจากคุณมาก คุณ…
– A) คาดหวังให้เขาปรับตัวเข้าหาคุณ
– B) พยายามหาจุดร่วมในเป้าหมาย
– C) พยายามปรับตัวเข้าหาเขาก่อนเสมอ
– D) ศึกษาว่าเขาทำงานแบบไหนก่อนเริ่มทำงานร่วมกัน
ข้อ 15: ใน presentation คุณชอบ slides แบบไหน?
– A) น้อย สั้น กระชับ มี key message ชัด
– B) มี story telling และ visuals ที่ inspire
– C) มี testimonials หรือ case study ที่คนใน team relate ได้
– D) มี data charts และ detailed breakdown
ข้อ 16: เมื่อมีคนถามความเห็นคุณ คุณมักจะ…
– A) ตอบตรงๆ โดยไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย
– B) ตอบโดยเชื่อมกับ context ใหญ่กว่า
– C) ถามก่อนว่าเขาอยากได้ยินอะไร
– D) ขอเวลาคิดก่อนถ้าข้อมูลยังไม่ครบ
ข้อ 17: เวลาประชุม คุณมักนั่งหรือยืนที่ไหน?
– A) หน้าห้อง หรือใกล้กับผู้นำ discussion
– B) ที่ที่เห็นทุกคนได้ชัด
– C) ใกล้กับคนที่รู้จักและไว้วางใจ
– D) มุมที่มองเห็น whiteboard หรือ screen ได้ชัด
ข้อ 18: สิ่งที่คุณภูมิใจมากที่สุดในการทำงานคือ…
– A) ผลงานที่จับต้องได้และทำสำเร็จภายใน deadline
– B) ไอเดียที่เปลี่ยนแปลงทิศทางของทีมหรือองค์กร
– C) ความสัมพันธ์ที่ดีในทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง
– D) ระบบหรือ process ที่ออกแบบได้อย่างรัดกุม
ข้อ 19: เมื่อทีมมีปัญหา ใครมักมาหาคุณก่อน?
– A) คนที่ต้องการทิศทางชัดเจนและ decision เร็ว
– B) คนที่อยากระดมไอเดียหรือคิด out of the box
– C) คนที่ต้องการฟังและ empathy
– D) คนที่ต้องการคำแนะนำที่รอบคอบและมีข้อมูลรองรับ
ข้อ 20: ถ้าต้องบรรยายตัวเองในหนึ่งคำ คุณจะเลือก…
– A) Decisive (เด็ดขาด)
– B) Visionary (มีวิสัยทัศน์)
– C) Collaborative (ร่วมมือ)
– D) Analytical (วิเคราะห์)

วิธีนับคะแนนและดูผลลัพธ์
นับจำนวน A, B, C, D ที่คุณเลือก ตัวอักษรที่มากที่สุดคือ Communication Style หลักของคุณ
ผลลัพธ์: 4 Communication Styles
🔴 ส่วนใหญ่เลือก A — Direct Communicator (ตรงไปตรงมา)
ลักษณะเด่น:
คุณสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา กระชับ และมุ่งผลลัพธ์ คุณไม่ชอบวนเวียนและต้องการ action ชัดเจน ผู้คนมักนับถือความชัดเจนของคุณ
จุดแข็งในทีม:
– ตัดสินใจเร็วและชัด
– Meeting กระชับ ไม่เสียเวลา
– คนรู้ว่าคุณคิดอะไรโดยไม่ต้องเดา
ความท้าทาย:
– อาจดูแรงหรือขาด empathy ในสายตาคนอื่น
– บางครั้งรีบร้อนเกินไปและพลาด nuance สำคัญ
– คนที่มี Style C อาจรู้สึก intimidated
วิธีพัฒนา:
– ก่อนพูด ถามตัวเองว่า “message นี้ฟังดูอย่างไรในสายตาคนอื่น?”
– เพิ่ม context เล็กน้อยก่อนให้ directive เพื่อให้คนเข้าใจเหตุผล
– ฝึกถามคำถามมากขึ้นก่อนด่วนสรุป
🟡 ส่วนใหญ่เลือก B — Expressive Communicator (สร้างแรงบันดาลใจ)
ลักษณะเด่น:
คุณสื่อสารด้วยพลังงานและ passion คุณชอบ big ideas และสามารถ inspire คนรอบข้างได้ดี คุณมองโลกในแง่ดีและชอบสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ
จุดแข็งในทีม:
– สร้าง excitement และ motivation ได้ดี
– มองเห็นโอกาสที่คนอื่นอาจมองข้าม
– ดีในการ sell ideas และ get buy-in
ความท้าทาย:
– อาจขาดความละเอียดในรายละเอียด
– กระโดดจาก idea หนึ่งไปอีก idea โดยไม่ follow through
– คนที่มี Style D อาจรู้สึกว่าข้อมูลไม่เพียงพอ
วิธีพัฒนา:
– จับคู่กับคนที่มี Style D เพื่อช่วย validate ไอเดียด้วยข้อมูล
– ฝึก follow-through โดยตั้ง milestone ชัดเจนก่อนเริ่ม project ใหม่
– เรียนรู้ที่จะ “ฟัง” มากกว่า “พูด” ในบางสถานการณ์
🟢 ส่วนใหญ่เลือก C — Empathetic Communicator (ใส่ใจความสัมพันธ์)
ลักษณะเด่น:
คุณให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และความรู้สึกของคนในทีม คุณเป็นผู้ฟังที่ดีและมักเป็นคนที่ทีม “วิ่งมาหา” เมื่อมีปัญหา
จุดแข็งในทีม:
– สร้าง psychological safety ในทีมได้ดีมาก
– ช่วย resolve conflict และสร้าง cohesion
– คนไว้วางใจและเปิดใจได้ง่าย
ความท้าทาย:
– อาจหลีกเลี่ยง conflict ที่จำเป็น
– ตัดสินใจยากเมื่อต้องเลือกระหว่างผลลัพธ์กับความรู้สึกของคน
– อาจถูกมองว่าไม่ assertive พอ
วิธีพัฒนา:
– ฝึก assertive communication — พูดตรงอย่างมี empathy ไม่ใช่แค่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
– เรียนรู้ที่จะ “comfortable with discomfort” ในการ deliver hard messages
– ตั้ง personal boundaries ที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้ overcommit
🔵 ส่วนใหญ่เลือก D — Analytical Communicator (วิเคราะห์และรอบคอบ)
ลักษณะเด่น:
คุณสื่อสารบนพื้นฐานของข้อมูลและความแม่นยำ คุณต้องการเข้าใจทุก detail ก่อนตัดสินใจ และงานของคุณมักมีคุณภาพสูง
จุดแข็งในทีม:
– งานมีคุณภาพสูงและเชื่อถือได้
– ช่วย identify risks ที่คนอื่นมองข้าม
– เป็น fact-checker ที่ทีมต้องการ
ความท้าทาย:
– อาจตัดสินใจช้าเพราะต้องการข้อมูลมาก
– บางครั้ง overthink และ miss deadline
– คนที่มี Style A อาจหงุดหน่ายกับความช้าของคุณ
วิธีพัฒนา:
– ฝึก “good enough decision” — ข้อมูล 80% เพียงพอสำหรับการตัดสินใจส่วนใหญ่
– ตั้ง time limit สำหรับการวิเคราะห์ก่อนเริ่มทุกครั้ง
– ฝึก storytelling — นำข้อมูลมาเล่าให้คนที่มี Style B เข้าใจได้ง่ายขึ้น
ทีมที่ดีต้องการทุก Style
ไม่มี Communication Style ไหนดีกว่าอีก Style ทีมที่มีสมาชิกครบทุก Style มักทำงานได้ดีกว่าทีมที่มี Style เดียวกันหมด เพราะ:
- Direct ทำให้ทีมเดินหน้าได้เร็ว
- Expressive ทำให้ทีมมีไอเดียและ inspiration
- Empathetic ทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
- Analytical ทำให้ทีมไม่พลาดรายละเอียดสำคัญ
ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่การมี Style ต่างกัน แต่คือการไม่เข้าใจว่าคนอื่น Style ต่างกัน
นำผลลัพธ์ไปใช้กับทีม
สำหรับ Manager:
ทดสอบทั้งทีมและ map Communication Style ของสมาชิกแต่ละคน จากนั้นปรับวิธีสื่อสารกับแต่ละคน:
– กับ Direct: พูดตรง สั้น ให้ timeline ชัด
– กับ Expressive: เริ่มด้วย big picture แล้วค่อย detail
– กับ Empathetic: สร้าง rapport ก่อน แล้วค่อยเข้าเรื่อง
– กับ Analytical: ให้ข้อมูลและเวลาเพียงพอก่อนตัดสินใจ
สำหรับ HR:
ใช้ Communication Style เป็นส่วนหนึ่งของ Team Building Workshop เพื่อให้ทีมเข้าใจกันมากขึ้น ลด conflict ที่ไม่จำเป็น และพัฒนา collaboration
The Blacksmith จัดหลักสูตร Communication Skills สำหรับทีมที่ต้องการพัฒนา soft skills ด้านการสื่อสาร ทั้งแบบ in-house และ public training
สรุป: รู้จัก Style ตัวเองคือก้าวแรกของการสื่อสารที่ดีขึ้น
แบบทดสอบนี้ให้จุดเริ่มต้นในการเข้าใจตัวเอง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การนำความรู้นี้ไปปรับพฤติกรรมจริง
Communication Style ที่ดีที่สุดไม่ใช่ Style ที่ “ดีที่สุดในตัวเอง” แต่คือ Style ที่ ยืดหยุ่นพอที่จะปรับเข้าหาคนที่คุณสื่อสารด้วย ในแต่ละสถานการณ์


