Situational Leadership หรือภาวะผู้นำตามสถานการณ์ คือแนวคิดที่พัฒนาโดย Paul Hersey และ Ken Blanchard ซึ่งระบุว่า ไม่มีสไตล์ผู้นำที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ ผู้นำที่มีประสิทธิผลคือผู้ที่สามารถปรับสไตล์การนำให้เหมาะกับระดับ “Maturity” หรือความพร้อมของพนักงานในแต่ละสถานการณ์
Situational Leadership เลือกสไตล์ผู้นำยังไงให้ตรงกับ Maturity ของแต่ละคนในทีม
ผู้นำหลายคนมีปัญหาเดียวกัน: ใช้สไตล์เดิมกับทุกคนในทีม
บางคน “micromanage” ทุกคนเหมือนกัน ทั้งที่บางคนทำงานมา 10 ปีและไม่ต้องการการดูแลขนาดนั้น
บางคน “ปล่อยให้ทำงานคนเดียว” ทั้งทีม ทั้งที่พนักงานใหม่กำลังสับสนและต้องการ direction
ผลที่ได้คือ คนที่ mature เกินไปรู้สึก suffocate ส่วนคนที่ยังไม่พร้อมรู้สึก lost
Situational Leadership ให้กรอบที่ผู้นำสามารถ “อ่านทีม” และปรับสไตล์ได้อย่างมีระบบ
Situational Leadership กับ Adaptive Leadership ต่างกันอย่างไร?
Situational Leadership (Hersey & Blanchard) เน้น ปรับสไตล์ตาม maturity ของพนักงาน ในงานเฉพาะเจาะจง ส่วน Adaptive Leadership (Heifetz) เน้น นำองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน โดยแยกปัญหา technical ออกจาก adaptive challenges ทั้งสองเสริมกัน แต่ใช้ในบริบทที่ต่างกัน
Development Level: 4 ระดับความพร้อมของพนักงาน
หัวใจของ Situational Leadership คือการวิเคราะห์ “Development Level” ของพนักงาน ซึ่งประกอบด้วย 2 มิติ:
- Competence — ทักษะและความรู้ในงานนั้น
- Commitment — แรงจูงใจและความมั่นใจในการทำงาน
D1 — Enthusiastic Beginner (Competence ต่ำ + Commitment สูง)
พนักงานใหม่ที่กระตือรือร้น มีแรงจูงใจสูง แต่ยังขาดทักษะ พวกเขา “อยากทำ” แต่ “ทำยังไม่เป็น”
ตัวอย่าง:
– พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้าทำงาน
– คนที่ได้รับ assignment ใหม่นอกความถนัด
– นักศึกษาฝึกงาน
สัญญาณที่ต้องสังเกต: กล้าถามคำถาม, ทำงานเร็วแต่พลาดรายละเอียด, ต้องการ validation บ่อย
D2 — Disillusioned Learner (Competence ปานกลาง + Commitment ต่ำ)
พนักงานที่เริ่มเรียนรู้แล้วแต่กำลัง “ติดผนัง” เริ่มเจอความยาก และ confidence ลดลง นี่คือระดับที่ “อันตราย” ที่สุดเพราะมีแนวโน้ม disengage หรือลาออก
ตัวอย่าง:
– พนักงานที่ทำงานมาแล้ว 3-6 เดือนและเริ่มรู้สึกท้อ
– คนที่เจอ project ล้มเหลวครั้งแรก
– Manager ที่เพิ่งได้รับ promotion แล้วเจอความซับซ้อนที่ไม่คาดคิด
สัญญาณที่ต้องสังเกต: ถามน้อยลง, หลีกเลี่ยง challenge, delivery ช้าลง, mood เปลี่ยน
D3 — Capable but Cautious Performer (Competence สูง + Commitment ปานกลาง)
พนักงานที่มีทักษะแล้วแต่ยังขาดความมั่นใจ หรือแรงจูงใจขึ้นๆ ลงๆ พวกเขาทำได้ดีแต่บางครั้งยังต้องการ reassurance
ตัวอย่าง:
– พนักงาน mid-level ที่มีทักษะดีแต่ไม่กล้าตัดสินใจเอง
– คนที่ทำงานมานานแต่เริ่มรู้สึก plateau
– พนักงานที่เก่งในงานแต่ยังไม่มั่นใจใน role ใหม่
สัญญาณที่ต้องสังเกต: ถามว่า “ทำแบบนี้โอเคไหม?” บ่อย, ขอ feedback ก่อนส่งงาน, hesitate ในการตัดสินใจ
D4 — Self-Reliant Achiever (Competence สูง + Commitment สูง)
พนักงานที่มีทั้งทักษะและแรงจูงใจ พวกเขา “ทำได้และอยากทำ” ไม่ต้องการการ supervise มาก
ตัวอย่าง:
– Senior employee ที่มีประสบการณ์สูง
– Expert ในสายงานนั้น
– พนักงานที่ทำงานมานานและ perform ได้สม่ำเสมอ
สัญญาณที่ต้องสังเกต: ทำงาน proactive, แก้ปัญหาได้เอง, mentor คนอื่นในทีม
4 Leadership Styles ใน Situational Leadership
S1 — Directing (สั่งและสอน)
ใช้กับ: D1 (Enthusiastic Beginner)
ผู้นำ: High Task, Low Relationship
– บอกชัดว่าต้องทำอะไร, อย่างไร, เมื่อไหร่, และที่ไหน
– ให้ structure และ guidance ละเอียด
– ตัดสินใจเอง แล้วค่อยอธิบาย
– ติดตามผลบ่อย
ตัวอย่างในชีวิตจริง:
“วันนี้ขอให้ทำ report นี้ตาม template ที่ส่งไป ใส่ข้อมูล Q3 ใน column C-F ส่งให้ฉันตรวจภายใน 3 โมงก่อน submit นะครับ”
ข้อควรระวัง: อย่าใช้ S1 กับ D3 หรือ D4 — พวกเขาจะรู้สึกถูก micromanage และ demotivated
S2 — Coaching (สอนและสนับสนุน)
ใช้กับ: D2 (Disillusioned Learner)
ผู้นำ: High Task, High Relationship
– ยังให้ direction ชัดเจน แต่เพิ่ม explanation ว่าทำไม
– ฟังความกังวลของพนักงานและ address อย่างจริงจัง
– ให้ encouragement และ praise เมื่อทำได้ดี
– ตัดสินใจร่วมกันในบางเรื่อง
ตัวอย่างในชีวิตจริง:
“ฉันเห็นว่าโปรเจกต์นี้ท้าทายมาก เข้าใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกยาก มาคุยกันดีกว่าว่าติดตรงไหน แล้วเราวางแผนด้วยกันว่าจะแก้ยังไง ฉันอยู่นี่ถ้าต้องการ support”
ข้อควรระวัง: D2 ต้องการทั้ง task clarity และ emotional support ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไม่ได้ผล
S3 — Supporting (สนับสนุนและมีส่วนร่วม)
ใช้กับ: D3 (Capable but Cautious Performer)
ผู้นำ: Low Task, High Relationship
– ให้ความรับผิดชอบมากขึ้น แต่ยังอยู่ available
– ถามความเห็นและ involve ในการตัดสินใจ
– ให้ positive reinforcement เมื่อทำได้ดี
– ลด directive แต่เพิ่ม listening
ตัวอย่างในชีวิตจริง:
“โปรเจกต์นี้อยู่ในมือคุณเลยนะ คุณมีทักษะที่ต้องการครบแล้ว ถ้ามีอะไรต้องการ input จากฉัน บอกได้ตลอด แต่ฉันเชื่อในการตัดสินใจของคุณ”
ข้อควรระวัง: อย่าหายตัวไปเลย D3 ยังต้องการรู้ว่าคุณ available ถ้าต้องการ
S4 — Delegating (มอบหมายและไว้วางใจ)
ใช้กับ: D4 (Self-Reliant Achiever)
ผู้นำ: Low Task, Low Relationship (ในเชิง active involvement)
– มอบหมายงานพร้อม authority ในการตัดสินใจ
– กำหนด outcome ที่ต้องการ แต่ให้อิสระในวิธีการ
– ไว้วางใจและ respect expertise ของพวกเขา
– พร้อมให้ support แต่ไม่ได้เข้าไป involve โดยไม่จำเป็น
ตัวอย่างในชีวิตจริง:
“คุณดูแลเรื่องนี้ได้เลย ฉันต้องการ outcome X ภายใน Q4 วิธีการให้คุณตัดสินใจเอง ถ้ามีอะไรสำคัญที่ต้องการ decision จากฉัน แจ้งมาได้เลย”
ข้อควรระวัง: อย่าใช้ S4 กับ D1 — การ delegate ให้คนที่ยังไม่มีทักษะเพียงพอคือการตั้งให้ล้มเหลว
วิธีนำ Situational Leadership ไปใช้จริง: 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1: Diagnose — วิเคราะห์ Development Level
สิ่งสำคัญ: Development Level ไม่ใช่คุณสมบัติของคน แต่เป็นคุณสมบัติของ “คน × งาน”
พนักงานคนเดียวกันอาจเป็น D4 ในงาน Excel แต่เป็น D1 ในการทำ presentation ต่อ board
คำถามที่ช่วย diagnose:
– งานนี้พนักงานเคยทำมาก่อนไหม? ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?
– พวกเขา confident ในงานนี้ระดับไหน? (1-10)
– พวกเขา motivated แค่ไหนที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จ?
ขั้นตอนที่ 2: Match — จับคู่ Leadership Style
เมื่อ diagnose Development Level ได้แล้ว เลือก Leadership Style ที่ตรงกัน:
– D1 → S1 (Directing)
– D2 → S2 (Coaching)
– D3 → S3 (Supporting)
– D4 → S4 (Delegating)
ขั้นตอนที่ 3: Communicate — สื่อสารอย่างโปร่งใส
ที่ดีที่สุดคือการพูดคุยกับพนักงานตรงๆ เกี่ยวกับ approach ของคุณ เช่น:
“ฉันเห็นว่างานนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับคุณ ฉันจะ direct มากขึ้นในช่วงแรก พอคุณคุ้นแล้ว ฉันจะค่อยๆ ให้อิสระมากขึ้น โอเคไหม?”
การสื่อสารแบบนี้ช่วยให้พนักงานเข้าใจว่าสไตล์ของคุณปรับตามสถานการณ์ ไม่ใช่ตามความชอบหรือ bias
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยใน Situational Leadership
ข้อผิดพลาดที่ 1: ใช้ Development Level เป็น Label ถาวร
“คนนี้เป็น D1 เสมอ” — ไม่ถูกต้อง Development Level เปลี่ยนตามงานและเวลา ต้อง assess ใหม่เสมอ
ข้อผิดพลาดที่ 2: ติด Style เดิมเพราะ “ถนัด”
ผู้นำหลายคนถนัดแค่ S1 (micromanage) หรือแค่ S4 (ปล่อย) แทนที่จะพัฒนาทั้ง 4 styles
ข้อผิดพลาดที่ 3: Skip จาก S1 ไป S4 เร็วเกินไป
พนักงานต้องการเวลาในการพัฒนาจาก D1 ผ่าน D2, D3 ก่อนจะไปถึง D4 การกระโดดเร็วเกินไปทำให้พลาด D2 ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยง turnover สูงที่สุด
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ปรับกลับ (Regression)
ถ้าพนักงาน D4 ได้รับ assignment ใหม่ที่ยากมาก พวกเขาอาจ regress ไป D2 ผู้นำต้องพร้อมปรับ style กลับมาเป็น S2 ชั่วคราว
สรุป: ผู้นำที่ยืดหยุ่นได้คือผู้นำที่ทีมต้องการ
Situational Leadership สอนให้ผู้นำเลิกถามว่า “ฉันควรนำแบบไหน?” แล้วหันมาถามว่า “คนนี้ ในงานนี้ ตอนนี้ ต้องการอะไรจากฉัน?”
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มีสไตล์เดียว แต่มีความสามารถในการ อ่านสถานการณ์และปรับตัวได้เร็วกว่าคนอื่น
เริ่มจากการ diagnose Development Level ของคนในทีมคุณวันนี้ แล้วคุณจะเห็นชัดขึ้นว่าทำไมบางคนถึงทำงานได้ดีและบางคนยังติดขัดอยู่


