ประเภทของผู้นำ - The Blacksmith

ประเภทของผู้นำ: 6 Leadership Styles ที่ผู้บริหารทุกคนต้องรู้

ไม่มีผู้นำที่ใช้ Leadership Style เดียวได้กับทุกสถานการณ์ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือคนที่รู้จักตัวเองดีพอที่จะเลือก Style ที่เหมาะกับสถานการณ์และคนที่อยู่ตรงหน้า งานวิจัยของ Daniel Goleman นักจิตวิทยาและผู้เขียน Emotional Intelligence ระบุว่าผู้นำที่ใช้ 4 Style ขึ้นไปมี Business Performance ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ


ผู้จัดการทีม Sales รู้สึกว่าตัวเองบริหารทีมได้ดี เขา Push ทีมให้ทำงานหนัก ตั้ง Standard สูง และเป็นแบบอย่างด้วยตัวเอง แต่ทีมของเขามี Turnover สูง คนที่เก่งที่สุดลาออกไปก่อนเสมอ และบรรยากาศในทีมตึงเครียดตลอดเวลา เขาใช้ Pacesetting Style ซึ่งได้ผลในระยะสั้นแต่ทำลายทีมในระยะยาว ถ้าเขารู้จัก Style อื่น เขาจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้มาก

💡 ประเภทของผู้นำ คืออะไร?
ประเภทของผู้นำ (Leadership Styles) คือรูปแบบพฤติกรรมและแนวทางที่ผู้นำใช้ในการนำและ Influence ผู้อื่น แต่ละ Style มีจุดแข็ง จุดอ่อน และบริบทที่เหมาะสมแตกต่างกัน การรู้จัก Style ของตัวเองและรู้ว่าเมื่อไรควรใช้ Style ไหนคือหัวใจของ Leadership Effectiveness

ทำไมต้องรู้จักประเภทของผู้นำ

ข้อมูลสำคัญ:
– ผู้นำที่ใช้ Leadership Styles หลากหลายตามสถานการณ์มี Employee Engagement สูงกว่าผู้นำที่ใช้ Style เดียวถึง 37% — Gallup Manager Development Report, 2025
– องค์กรที่พัฒนา Leadership Styles ความหลากหลายในผู้นำมีผล Organizational Performance สูงกว่าเฉลี่ยของ Industry ถึง 19% — Daniel Goleman Research, HBR 2024 Update
– 58% ของพนักงานที่ลาออกระบุว่าสาเหตุหลักเกี่ยวข้องกับ Manager โดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการใช้ Leadership Style ที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ — LinkedIn Workforce Confidence Survey, 2024

6 Leadership Styles ตาม Daniel Goleman

Style 1: Visionary (มองไกล สร้างทิศทาง)

ลักษณะ: ผู้นำแบบ Visionary เปิดโอกาสให้คนเห็นภาพอนาคตที่น่าตื่นเต้น บอก “Why” ไม่ใช่ “How” และให้อิสระในการหาวิธีทำตาม

เหมาะสำหรับ: เมื่อองค์กรต้องการ New Direction, เมื่อ Vision ไม่ชัดเจน หรือเมื่อต้องการสร้าง Inspiration ในช่วงการเปลี่ยนแปลง

ระวัง: ถ้าใช้มากเกินไปในสถานการณ์ที่ต้องการ Execution Detail ทีมจะสับสนว่าต้องทำอะไรจริงๆ

ประโยคแทนคน Visionary: “มาสร้างอนาคตด้วยกัน” และ “เราต้องการคุณในการทำให้ Vision นี้เป็นจริง”

Style 2: Coaching (พัฒนาคน มองระยะยาว)

ลักษณะ: โฟกัสที่การพัฒนาพนักงานเป็นหลัก ถามคำถามมากกว่าให้คำตอบ และยอมรับ Short-term Performance ที่ต่ำลงเพื่อแลกกับ Long-term Growth

เหมาะสำหรับ: เมื่อต้องการพัฒนา Capability ของทีม, เมื่อพนักงานมี Motivation แต่ขาด Skill, หรือสำหรับ High-potential Employees

ระวัง: ไม่เหมาะในภาวะวิกฤตที่ต้องการ Quick Decision ไม่ใช่การ Learning

ประโยคแทนคน Coaching: “คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้เป็นแบบนี้?” และ “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คุณจะทำอะไรต่างออกไป?”

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Adaptive Leadership ที่ช่วยให้ผู้นำเลือก Style ได้เหมาะกับสถานการณ์

Style 3: Affiliative (สร้างความสัมพันธ์ สร้างทีม)

ลักษณะ: เน้น Emotional Needs ของคนก่อน “คนมาก่อน งานตามมา” สร้างความสามัคคีและบรรยากาศทีมที่ดี

เหมาะสำหรับ: เมื่อทีมอยู่ในช่วง Stress สูง, หลังจากความขัดแย้งในทีม, หรือเมื่อต้องการ Rebuild Trust

ระวัง: ถ้าใช้มากเกินไป ทีมอาจขาด High-performance Direction และ Mediocrity อาจถูกยอมรับโดยไม่รู้ตัว

Style 4: Democratic (ฟังทุกคน ตัดสินใจร่วม)

ลักษณะ: ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ สร้าง Buy-in และดึง Collective Intelligence ออกมา

เหมาะสำหรับ: เมื่อต้องการ Ideas หลากหลาย, เมื่อยังไม่ชัดเจนว่าทิศทางไหนดีที่สุด หรือเมื่อต้องการสร้าง Commitment ต่อแผนงาน

ระวัง: ช้ามากในภาวะวิกฤต และถ้า Facilitate ไม่ดีอาจนำไปสู่ “การประชุมที่ไม่จบ” โดยไม่มีการตัดสินใจ

Style 5: Pacesetting (ตั้ง Standard สูง นำด้วยตัวอย่าง)

ลักษณะ: ผู้นำทำเป็นแบบอย่างด้วยตัวเอง ตั้ง Standard สูง และคาดหวังว่าทีมจะทำตามได้เอง

เหมาะสำหรับ: ทีมที่ Skilled สูง, Motivated สูง และต้องการผลลัพธ์เร็วโดยไม่ต้องการ Direction มาก

ระวัง: นี่คือ Style ที่ทำลายทีมได้เร็วที่สุดถ้าใช้กับคนที่ยังพัฒนาอยู่ เพราะทีมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีวันดีพอ

Style 6: Commanding (สั่งชัด คาดหวังปฏิบัติตาม)

ลักษณะ: บอกว่าต้องทำอะไร คาดหวัง Compliance ทันที และให้ Feedback เชิง Corrective บ่อย

เหมาะสำหรับ: ภาวะวิกฤตที่ต้องการ Decisive Action เท่านั้น เช่น ไฟไหม้ หรือ Financial Emergency

ระวัง: เป็น Style ที่มีผล Negative ต่อ Culture มากที่สุดเมื่อใช้ในสถานการณ์ปกติ ทำลาย Initiative และ Innovation ของทีม

รู้จักและพัฒนา Leadership Style ของตัวเอง

Step 1: ระบุ Default Style ของตัวเอง
ส่วนใหญ่คนมี 1-2 Style ที่ใช้บ่อยที่สุดโดยไม่รู้ตัว ถามตัวเองว่า “เมื่อทีมทำงานไม่ได้เรื่อง ฉันทำอะไรก่อน?” คำตอบมักเผยให้เห็น Default Style

Step 2: รู้ว่า Style ไหนที่ไม่ถนัด
Style ที่ไม่ถนัดมักคือ Style ที่รู้สึกว่า “ไม่ใช่ตัวเอง” หรือ “ทำแล้วรู้สึกแปลก” นั่นแหละคือ Style ที่ต้องพัฒนาต่อไป

Step 3: ฝึก Situational Awareness
ก่อนการประชุมหรือการสนทนาสำคัญ ถามตัวเองว่า “สถานการณ์นี้ต้องการ Style ไหน?” แล้วตั้งใจเลือกก่อนเริ่ม

The Blacksmith ออกแบบ Leadership Development Program ที่ช่วยผู้นำรู้จัก Style ของตัวเองและพัฒนาความยืดหยุ่นในการนำ ติดต่อได้ที่ business.theblacksmith.io

เกี่ยวกับ The Blacksmith

The Blacksmith (BLSM) คือที่ปรึกษาด้าน Corporate Training และ Leadership Development
ที่ให้บริการองค์กรในประเทศไทย เชี่ยวชาญด้าน In-house Training, Soft Skills,
และการพัฒนาผู้นำทุกระดับ
เว็บไซต์: https://business.theblacksmith.io

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: Leadership Style เปลี่ยนได้หรือเป็นสิ่งที่ติดตัวมา?
A: เปลี่ยนได้อย่างแน่นอน แม้คนส่วนใหญ่จะมี Default Style ที่สบายกว่า แต่การฝึกฝนและ Feedback จากคนรอบข้างช่วยให้พัฒนา Style ใหม่ได้ งานวิจัยพบว่าผู้นำที่ผ่านการ Coaching มักเพิ่ม Style ที่ใช้ได้จาก 1-2 เป็น 3-4 ภายในปีเดียว

Q: Leadership Style ไหนดีที่สุด?
A: ไม่มี Style ที่ดีที่สุดในทุกสถานการณ์ Goleman พบว่า Visionary, Coaching, Affiliative และ Democratic มีผลบวกต่อ Climate และ Performance โดยรวม ส่วน Pacesetting และ Commanding มักมีผลลบในระยะยาว แต่ทุก Style มีบริบทที่เหมาะสมเมื่อใช้อย่างถูกต้อง

Q: จะรู้ได้อย่างไรว่า Style ที่ใช้ไม่เหมาะกับสถานการณ์?
A: สัญญาณเตือน ได้แก่ ทีมเงียบผิดปกติในการประชุม, Engagement ลดลงจากที่เคยดี, คนที่เก่งเริ่มแสดงสัญญาณจะลาออก, ทีมทำตามคำสั่งแต่ไม่มี Initiative และผลงานไม่ดีขึ้นแม้ทำงานหนักขึ้น

Q: ผู้นำควรบอกทีมไหมว่าตัวเองกำลังใช้ Leadership Style ไหน?
A: ไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆ แต่การ Transparent เกี่ยวกับ Approach บางครั้งช่วยได้ เช่น บอกว่า “ตอนนี้ฉันต้องการ Input จากทุกคนก่อนตัดสินใจ” หรือ “สถานการณ์นี้เร่งด่วน ฉันจะตัดสินใจเองและอธิบายเหตุผลภายหลัง” ช่วยให้ทีมเข้าใจ Context และไม่สับสน

Q: Leadership Style ที่ดีในประเทศไทยแตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างไร?
A: วัฒนธรรมไทยให้คะแนน Affiliative Style สูงกว่าเฉลี่ย เพราะ Relationship และ Harmony สำคัญมาก Democratic Style ต้องใช้อย่างระมัดระวังเพราะคนไทยมักไม่ Challenge ผู้บริหารตรงๆ ต้องสร้าง Safe Space ก่อน ส่วน Commanding Style ถ้าใช้ต้องคู่กับ Affiliative เพื่อไม่ให้ทำลาย Face และ Relationship ซึ่งสำคัญมากในวัฒนธรรมไทย

🚀 พัฒนาทีมของคุณกับ The Blacksmith

ออกแบบหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการขององค์กรคุณโดยเฉพาะ

ขอข้อมูลหลักสูตรฟรี

Scroll to Top