training courses - The Blacksmith

HR ต้องดูเช็กลิสต์นี้ก่อนซื้อ Training Courses ให้ทีม

Training Courses หรือหลักสูตรฝึกอบรมมีหลากหลายรูปแบบและคุณภาพที่ต่างกันมาก ก่อนที่ HR จะตัดสินใจซื้อหรือส่งทีมเข้าอบรม ต้องประเมิน 6 ปัจจัยหลัก: ความสอดคล้องกับ business need จริง, คุณสมบัติของวิทยากร, วิธีการสอนที่เหมาะกับผู้เรียน, การวัดผลหลังอบรม, ค่าใช้จ่ายที่แท้จริง และ credibility ของ provider

HR ต้องดูเช็กลิสต์นี้ก่อนซื้อ Training Courses ให้ทีม

เคยส่งทีมไปอบรม 2 วัน จ่ายเงินไปหลักหมื่น แล้วกลับมาถามว่า “ได้ประโยชน์อะไรบ้าง?” — ได้คำตอบว่า “ดีครับ… อาหารกลางวันอร่อย”

นั่นไม่ใช่ความผิดของพนักงาน แต่เป็นสัญญาณว่า training courses ที่เลือกมาไม่ได้ตอบ need จริงๆ

HR ที่ดีต้องเป็น buyer ที่ฉลาด ไม่ใช่แค่ processor ของ training request


Training Courses คืออะไร?
Training Courses คือหลักสูตรการพัฒนาทักษะหรือความรู้ที่จัดอย่างเป็นระบบ มีหัวข้อ ระยะเวลา วิธีสอน และผลลัพธ์ที่ชัดเจน อาจเป็น in-house, public program, e-learning หรือ blended ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ objective และข้อจำกัดขององค์กร


เช็กลิสต์ 6 ข้อก่อนซื้อ Training Courses

✅ ข้อ 1: มี Training Needs Analysis (TNA) รองรับหรือไม่?

Training ที่ดีต้องเริ่มจาก need ไม่ใช่จาก catalog

คำถามที่ต้องตอบได้ก่อน:
– ปัญหาหรือ performance gap ที่ training นี้จะแก้คืออะไร?
– วัด gap นี้ได้จากอะไร? (KPI ที่ต่ำ, ข้อผิดพลาดที่เพิ่มขึ้น, ผลลัพธ์จาก performance review ฯลฯ)
– ถ้า training สำเร็จ ตัวเลขหรือพฤติกรรมอะไรจะเปลี่ยน?

ถ้าตอบไม่ได้ — หยุดก่อน แล้วทำ TNA ให้เสร็จ ค่อยซื้อ


✅ ข้อ 2: วิทยากรมี Credibility จริงไหม?

ใน market มีวิทยากรหลายพันคน ตั้งแต่ระดับโลกจนถึงระดับที่เรียนอะไรมาก็สอนได้ทุกเรื่อง

สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
– ประสบการณ์จริงในสายงานที่สอน (ไม่ใช่แค่ชั่วโมงสอน)
– ตัวอย่าง case study หรือ client ที่ผ่านมา
– ความเชี่ยวชาญ specific ใน industry ของคุณหรือ role ที่ต้องการพัฒนา
– References จาก client จริง (ขอได้เลย — provider ที่ดีไม่ปฏิเสธ)

Red flag: วิทยากรที่บอกว่า “สอนได้ทุกเรื่อง” มักไม่เชี่ยวชาญเรื่องใดเป็นพิเศษ


✅ ข้อ 3: วิธีการสอนตรงกับ Learning Style ของกลุ่มเป้าหมายไหม?

Training ที่เน้นแค่ lecture ได้ผลน้อยกว่า training ที่มี activity, role play, หรือ case study มาก — โดยเฉพาะสำหรับ soft skills

Adult Learning Principle (Andragogy) บอกว่า:
– ผู้ใหญ่เรียนรู้ดีกว่าเมื่อรู้ว่า “จะเอาไปใช้ยังไง” ไม่ใช่แค่ “นี่คือทฤษฎี”
– การลงมือปฏิบัติหรือฝึกใน context จริงสำคัญกว่าการอ่านหรือฟัง
– Feedback ทันทีระหว่างการฝึกช่วยให้เรียนรู้เร็วกว่า

ถามผู้ขาย:
– Lecture vs. Activity มีสัดส่วนเท่าไหร่?
– มี case study หรือ scenario ที่เกี่ยวกับ industry ของเราไหม?
– ผู้เรียนจะได้ฝึกทำอะไรจริงๆ ระหว่าง training?


✅ ข้อ 4: มี Post-Training Support หรือการวัดผลไหม?

Training ที่จบแล้วหายไปเลยคือการลงทุนที่สูญเปล่า เพราะ research พบว่า 70% ของสิ่งที่เรียนในห้องอบรมจะถูกลืมภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าไม่ได้ใช้

สิ่งที่ควรมีหลัง training:
– Action plan หรือ commitment จากผู้เรียนว่าจะ apply อะไรในงานจริง
– Follow-up session (อย่างน้อย 30-60 วันหลัง training)
– เครื่องมือหรือ resource ให้นำกลับไปใช้ที่ workplace
– การวัดผลตาม Kirkpatrick Level 3-4 (พฤติกรรมที่เปลี่ยน และผลลัพธ์ทางธุรกิจ)


✅ ข้อ 5: ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงคือเท่าไหร่?

ราคาค่า training ที่เห็นบนเว็บไซต์ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทั้งหมด

Cost ที่มักถูกลืม:
– เวลาของพนักงานที่หายไป (ต้นทุน opportunity cost)
– ค่าเดินทาง / accommodation ถ้าเป็น offsite
– ค่า material และ workbook
– เวลา HR ในการ coordinate และ follow up
– ค่า lost productivity ระหว่างช่วง learning curve

ROI Calculation แบบง่าย:
ประเมิน value ที่คาดว่าจะได้ (เช่น ลด error ลง X%, เพิ่ม productivity Y%) แล้วเทียบกับ total cost ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ค่าหลักสูตร


✅ ข้อ 6: Customization เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน?

Off-the-shelf training ที่ไม่ได้ปรับให้เข้ากับ context ของบริษัทมักให้ผลน้อยกว่า training ที่ใช้ case study และตัวอย่างจากธุรกิจจริงๆ

ระดับ customization ที่ควรขอ:
– ระดับพื้นฐาน: ใช้ชื่อบริษัทและตัวอย่างที่ relate กับ industry
– ระดับกลาง: ปรับ case study ให้ตรงกับ scenario จริงของทีม
– ระดับสูง: ออกแบบ curriculum ใหม่ทั้งหมดตาม TNA ของบริษัท

Tip: ถ้า provider บอกว่า “course ของเราเหมาะกับทุกองค์กร” โดยไม่ถามคำถามเกี่ยวกับ business ของคุณเลย — นั่นคือสัญญาณว่า customization ไม่ได้อยู่ใน DNA ของพวกเขา


เปรียบเทียบ: Public Training vs. In-house Training

เกณฑ์ Public Training In-house Training
ค่าใช้จ่ายต่อคน ต่ำกว่า สูงกว่า (แต่ cost/group ต่ำกว่า)
ความ customized น้อย สูงมาก
Networking ได้พบคนนอก เฉพาะภายในทีม
ความสะดวก ต้องตามวันที่กำหนด จัดได้ตาม schedule
เหมาะกับ ทักษะ general, 1-2 คน ทักษะ specific, ทีมขนาด 5+ คน

5 สัญญาณเตือนว่า Training Provider ไม่น่าไว้ใจ

  1. ไม่ถามเรื่อง TNA หรือ business objective เลย — สนใจแค่ขาย
  2. Proposal ที่ส่งมาเหมือนกันทุกบริษัท — ไม่มีการ customize
  3. ไม่สามารถให้ references ลูกค้าได้ — ขาด track record
  4. วัดผลได้เพียงระดับ “ความพึงพอใจ” — ไม่มี outcome measurement จริง
  5. ราคา “พิเศษ” ที่ต้องตัดสินใจวันนี้เท่านั้น — pressure tactic ที่ไม่เป็นมืออาชีพ

🚀 พัฒนาทีมของคุณกับ The Blacksmith

Corporate Training เฉพาะสำหรับองค์กรของคุณ

ขอข้อมูลหลักสูตรฟรี

สถิติที่ควรรู้

  • องค์กรที่ไม่ทำ TNA ก่อน training มีโอกาส 68% ที่ training จะไม่แก้ปัญหาที่ต้องการ (Association for Talent Development)
  • Only 25% ของ training participants ที่ apply สิ่งที่เรียนในงานจริงหลังจาก 1 เดือน — ถ้าไม่มี follow-up support
  • บริษัทที่เชื่อมโยง training กับ business outcome ชัดเจนมี 37% higher revenue per employee (McKinsey L&D Report)

FAQ

Q1: ควรใช้ in-house trainer หรือ external trainer ดีกว่า?
ขึ้นอยู่กับ topic ครับ ถ้าเป็นเรื่อง company-specific process, culture, หรือ product knowledge — in-house trainer ได้เปรียบมาก ถ้าเป็น leadership, soft skills, หรือทักษะที่ต้องการ fresh perspective — external trainer มักให้คุณค่ามากกว่า

Q2: Training course ราคาแพงกว่ามักดีกว่าไหม?
ไม่จำเป็นครับ ราคาสะท้อน brand ของ provider และ overhead ไม่ใช่ effectiveness เสมอไป มีหลักสูตรราคาปานกลางที่ได้ผลดีมากกว่า program ราคาแพงในบางกรณี ตัดสินจาก outcomes ที่พิสูจน์ได้ ไม่ใช่ราคา

Q3: ควรซื้อ training แบบ package หรือแบบ à la carte?
Package มักคุ้มกว่าถ้าองค์กรมีแผน L&D ระยะยาวและ training need ชัดเจน แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ เริ่มจาก pilot 1 หลักสูตรก่อน แล้ว evaluate ผลก่อนซื้อ package

Q4: E-learning กับ classroom training ควรเลือกอะไร?
E-learning เหมาะกับ knowledge-based topics ที่ต้องการ flexibility ในเวลาเรียน Classroom เหมาะกับทักษะที่ต้องฝึก interaction จริง เช่น presentation, negotiation, leadership สำหรับ outcome ดีที่สุด ใช้ blended approach: E-learning สำหรับ theory + classroom สำหรับ practice

Q5: จะ measure ROI ของ training ได้อย่างไร?
เริ่มจากกำหนด KPI ที่ควรเปลี่ยนหลัง training ตั้งแต่ก่อนซื้อครับ เช่น “error rate ลด X%”, “sales conversion เพิ่ม Y%”, “time-to-complete task ลด Z นาที” แล้วเก็บ baseline ก่อน training และ measure 30/60/90 วันหลัง training เปรียบเทียบกัน

Scroll to Top