ทำไมทีมบางทีมเก่งขึ้นรวดเร็ว ทั้งที่สมาชิกไม่ได้เปลี่ยน
หลายครั้งเราจะพบทีมที่พัฒนาเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่คนในทีมยังเป็นคนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือผู้นำ Leadership ไม่ได้หมายถึงการสั่งให้ทีมทำงาน แต่หมายถึงการปลดล็อกศักยภาพที่ทีมมีอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยถูกหยิบมาใช้
ในหลายทีม คนไม่ได้ขาดทักษะ แต่ขาดใครสักคนที่เชื่อว่าพวกเขาทำได้ ขาดพื้นที่ให้ลอง ขาดคำถามที่ช่วยให้คิด ขาดการสะท้อนที่ช่วยให้เห็นจุดแข็งของตัวเอง
เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คนเดิมจะกลายเป็นคนใหม่ และทีมเดิมจะกลายเป็นทีมที่มีพลังมากกว่าเดิม Leadership จึงเป็นเรื่องของ “การปลุก” ไม่ใช่ “การผลัก”
ผู้นำที่เก่งไม่ใช่คนที่มีคำตอบมากที่สุด แต่คือคนที่เห็นโอกาสในการเติบโตของแต่ละคน
การบริหารคนยุคก่อนเน้นไปที่การควบคุม แต่ Leadership ยุคใหม่เน้นไปที่การค้นหาศักยภาพ เพราะคนที่ทำงานด้วยความเชื่อว่าตัวเองมีคุณค่า จะสร้างผลงานได้เหนือกว่าคนที่ทำงานเพราะกลัวผิด ผู้นำที่มี Leadership จะมองเห็นว่า
บางคนเก่งด้านการคิดวิเคราะห์, บางคนเก่งด้านการประสานงาน, บางคนมีพลังในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และ บางคนสร้างบรรยากาศให้ทีมทำงานราบรื่นขึ้นได้
เมื่่อผู้นำเห็นสิ่งเหล่านี้ เขาจะวางงานให้ถูกคน และให้โอกาสที่เหมาะสมกับแต่ละคน นี่คือการขยายศักยภาพอย่างแท้จริง ไม่ใช่การบอกให้ทุกคนต้องเก่งเหมือนกัน
Leadership คือการสร้างความเชื่อมั่นให้ทีม ก่อนสร้างความคาดหวัง
ทีมจะไม่กล้าก้าวไปไกล ถ้ายังไม่มั่นใจว่าผู้นำเชื่อว่าพวกเขาทำได้ คำชมเล็ก ๆ การให้พื้นที่ หรือแม้แต่การยอมให้ลองผิด เป็นสัญญาณที่ทำให้ทีมรู้ว่าผู้นำอยู่ข้างพวกเขา
เมื่อเกิดความมั่นใจ ความกล้าที่จะทดลองก็จะเกิดขึ้น และเมื่อคนเริ่มกล้าทดลอง พฤติกรรมใหม่ก็จะเริ่มก่อตัว เมื่อพฤติกรรมใหม่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ใหม่ก็จะตามมา
นี่คือความเชื่อมโยงระหว่างบรรยากาศของทีมและการเติบโตของทีม Leadership จึงเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อมั่น ก่อนจะสร้างเป้าหมายที่ท้าทาย
ผู้นำคือกระจกสะท้อนพฤติกรรมของทีม
ทีมเรียนรู้จากพฤติกรรมจริงของผู้นำ มากกว่าคำพูดของเขา
– ถ้าผู้นำรับฟัง ทีมจะรับฟัง
– ถ้าผู้นำยอมรับผิด ทีมจะกล้าเรียนรู้
– ถ้าผู้นำทุ่มเท ทีมจะรู้สึกว่าเขาเองต้องทุ่มเทเช่นกัน
Leadership ที่ทรงพลังคือ Leadership ที่สอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่พูดและสิ่งที่ทำ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมบางทีมถึงเชื่อผู้นำอย่างเต็มใจ ในขณะที่บางทีมทำงานแบบระวังตัวตลอดเวลา
การให้ความหมายกับงาน คือสิ่งที่ทำให้ทีมเดินไปได้ไกลกว่าเดิม
ในงานที่เปลี่ยนแปลงเร็ว คนจำนวนมากสูญเสียแรงขับเพราะไม่รู้ว่างานของตัวเองสำคัญอย่างไร ผู้นำที่มี Leadership จะช่วยให้ทีมเห็นว่าบทบาทของตัวเองส่งผลต่อใคร ส่งผลต่อภาพรวมอย่างไร และสร้างผลลัพธ์อะไรต่อองค์กร
งานที่เคยดูธรรมดาจะมีคุณค่าขึ้นทันที และคนที่รู้สึกว่างานของตัวเองมีความหมาย จะทำงานอย่างมีพลังมากขึ้นกว่าคนที่ทำไปวัน ๆ Leadership ไม่ได้ทำให้คนทำงานหนักขึ้น แต่ทำให้คนทำงานด้วยหัวใจที่มีไฟมากขึ้น
สุดท้าย Leadership คือการปล่อยให้ทีม “เป็นตัวของตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด”
ผู้นำไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกอย่าง แต่ต้องมองเห็นบางอย่างที่ทีมยังไม่เห็น เมื่อผู้นำช่วยให้แต่ละคนเติบโตไปในทิศทางที่เหมาะกับตัวเอง ทีมจะกลายเป็นระบบที่เคลื่อนด้วยความมั่นใจ ไม่ใช่ด้วยความกลัว และผลลัพธ์คือทีมที่แข็งแรงจากภายใน ไม่ใช่ทีมที่ดีเพราะถูกควบคุมจากภายนอก
Leadership จึงไม่ได้เป็นตำแหน่ง แต่เป็นความรับผิดชอบต่อศักยภาพของคนรอบตัว ศักยภาพที่คนอาจยังไม่เคยเชื่อว่ามีอยู่ในตัวเอง
“Leadership ไม่ได้ทำให้ผู้นำโดดเด่น แต่ทำให้คนรอบตัวโดดเด่นขึ้นพร้อมกัน”
หากองค์กรของคุณต้องการเสริม Leadership ให้ผู้นำมองเห็นศักยภาพของทีมชัดขึ้น และสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน The Blacksmith พร้อมออกแบบโปรแกรมที่ตอบโจทย์ผู้นำยุคใหม่อย่างแท้จริง คลิกลงทะเบียน


