ทำไมหลายทีม “เหนื่อยแต่ไม่ขยับ” ทั้งที่ทำงานหนักขึ้นทุกปี
หลายองค์กรพยายามแก้ปัญหาประสิทธิภาพการทำงานด้วยการปรับขั้นตอน เพิ่มเครื่องมือ หรือเร่งให้ทีมเคลื่อนที่เร็วขึ้น แต่กลับพบว่าผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิมเท่าไร งานยังคงล้น ความผิดพลาดยังเกิดซ้ำ การทำงานร่วมกันยังติดขัด แม้จะมีการเปลี่ยนวิธีทำงานหลายครั้ง แต่ปัญหาเดิมก็ยังวนกลับมาเหมือนเดิม
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยน “วิธีทำงาน” แทบไม่ช่วยอะไร หากวิธีคิดเบื้องหลังยังเหมือนเดิม Leadership ที่แท้จริงจึงไม่เริ่มจากการบอกทีมว่าต้องทำอะไร แต่เริ่มจากการตั้งคำถามใหม่ว่า “เราเชื่ออะไรอยู่” และ “วิธีคิดแบบเดิมกำลังจำกัดเราอย่างไร” เมื่อวิธีคิดไม่เปลี่ยน วิธีทำงานใหม่ก็จะถูกดึงกลับไปเป็นแบบเดิมเสมอ
วิธีคิดคือรากของพฤติกรรม และเป็นจุดที่ผู้นำมองข้ามบ่อยที่สุด
การทำงานทุกอย่างมีรากมาจากวิธีคิด
ถ้าวิธีคิดติดอยู่กับความกลัวผิดพลาด พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจะเป็นการปิดบังปัญหา
ถ้าวิธีคิดยึดติดกับความคุ้นเคย พฤติกรรมจะหยุดนิ่ง ไม่ทดลอง ไม่สร้างสรรค์
ถ้าวิธีคิดมองว่าปัญหาเป็นของคน พฤติกรรมจะเป็นการโทษกันแทนที่จะแก้ปัญหา
Leadership ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงจะมองเห็นรากเหล่านี้อย่างชัดเจน และกล้าตั้งคำถามกับพฤติกรรมที่ทีมทำด้วยความเคยชิน
เพราะถ้ายังคิดเหมือนเดิม การเปลี่ยนแผนงานหรือเปลี่ยนกระบวนการก็เป็นเพียงการย้ายเปลือกนอก โดยที่แก่นเดิมยังไม่ขยับตาม การเปลี่ยนวิธีคิดจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนพฤติกรรม และเมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน วิธีทำงานก็จะเปลี่ยนไปอย่างยั่งยืน
Leadership ที่ดีไม่ได้บอกคำตอบ แต่ชวนทีมตั้งคำถามใหม่
ในหลายสถานการณ์ ปัญหาไม่ได้เกิดจากการขาดข้อมูล แต่เกิดจากการตั้งคำถามผิด
ผู้นำบางคนมุ่งหาวิธีทำงานที่เร็วที่สุด แต่ลืมถามก่อนว่าวิธีนั้นตอบโจทย์จริงหรือไม่
ผู้นำบางคนพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการสั่งการ แต่ไม่เคยถามว่าเหตุผลของความไม่เข้าใจนั้นคืออะไร
ผู้นำบางคนเร่งให้ทีมทำงานมากขึ้น ทั้งที่ปัญหาอาจเกิดจากวิธีคิดที่ไม่สอดคล้องกัน ไม่ใช่ปริมาณงาน
Leadership ที่ทรงพลังคือผู้นำที่เปิดพื้นที่ให้ทีมคิดได้ลึกกว่าเดิม แทนที่จะถามว่า “ทำไมยังไม่เสร็จ” อาจต้องถามว่า “เรามองปัญหานี้เหมือนกันหรือไม่”
การตั้งคำถามใหม่ช่วยให้ทีมเห็นปัญหาในมุมที่ไม่เคยเห็น และเปิดทางให้การแก้ปัญหาเดินไปในทิศทางที่แม่นยำกว่า
เมื่อวิธีคิดเปลี่ยน การทำงานร่วมกันก็เปลี่ยนตาม
ความผิดพลาดจำนวนมากในองค์กรไม่ได้เกิดจากทักษะ แต่เกิดจากวิธีคิดที่ไม่สอดคล้องกัน บางคนคิดแบบแยกส่วน บางคนคิดแบบรวมภาพ บางคนคิดแบบทำให้เสร็จเร็ว บางคนคิดแบบทำให้ละเอียดที่สุด ความต่างเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา หากมีพื้นที่ให้พูดคุยและเทียบมุมมอง Leadership ที่ดีคือผู้นำที่ช่วยปรับกรอบคิดของทีมให้หันไปในทิศทางเดียวกัน
เมื่อทีมเริ่มคิดด้วยกรอบเดียวกัน เช่น มุ่งหาความจริงก่อนตำหนิ มองเป้าหมายมากกว่า ego หรือมองความร่วมมือมากกว่าการแข่งขันภายใน ทีมจะเริ่มทำงานราบรื่นขึ้นทันที เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากข้างใน ไม่ใช่ข้างนอก
วิธีคิดที่ดีทำให้ทีมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น
ความท้าทายของยุคนี้ไม่ใช่ความยากของงาน แต่คือความเร็วของการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอนทำให้ความรู้ที่เคยใช้ได้ผลกลายเป็นสิ่งล้าหลังอย่างรวดเร็ว Leadership ที่ยึดติดกับความสำเร็จเดิม จะทำให้ทีมช้าลงและปรับตัวไม่ได้ แต่ Leadership ที่เน้นวิธีคิดแบบเปิดใจ ทดลอง และมองโอกาสจากความเปลี่ยนแปลง จะทำให้ทีมพร้อมรับสถานการณ์ใหม่ได้เสมอ
ในโลกที่คำตอบเปลี่ยนเร็ว การมี “วิธีคิดที่ดี” สำคัญกว่าการมี “ความรู้ที่มาก” เพราะวิธีคิดที่ถูกต้องจะพาทีมไปหาวิธีทำงานใหม่ได้เสมอ
สุดท้าย Leadership คือการพาทีมเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ใช่แค่เปลี่ยนวิธีทำ
ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการให้ทีมทำงานต่างจากเดิม แต่เกิดจากการทำให้ทีม “คิดต่างจากเดิม”
เมื่อวิธีคิดเปลี่ยน แรงต้านในทีมจะลดลง ความร่วมมือจะเพิ่มขึ้น การสื่อสารจะชัดขึ้น และผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนตาม
นี่คือเหตุผลที่ผู้นำจำนวนมากเริ่มหันกลับมามองภายในทีม ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด แต่เพื่อหาวิธีคิดที่ต้องปรับใหม่
Leadership ที่มีพลังจึงไม่วัดจากความสามารถของผู้นำเพียงคนเดียว แต่จากความสามารถในการทำให้ทีมคิดและเติบโตไปพร้อมกัน
“สุดท้ายแล้ว องค์กรที่เปลี่ยนจริง ไม่ได้เปลี่ยนเพราะมีคนทำงานเก่งขึ้น แต่เพราะมีคนคิดได้ลึกขึ้น”
หากองค์กรของคุณต้องการพัฒนา Leadership ที่เปลี่ยนวิธีคิดของทีม สร้างผู้นำที่กล้าตั้งคำถามใหม่ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้จริง The Blacksmith พร้อมออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับผู้นำในทุกระดับขององค์กร คลิกลงทะเบียน


