Coaching ในองค์กร: เมื่อผู้บริหารต้องเปลี่ยนบทบาทเป็น Coach ของทีม
ลองนึกภาพผู้จัดการสองคน คนแรกตอบทุกคำถามที่ลูกทีมถามเข้ามาทันที ให้คำตอบชัดเจน สั่งการรวดเร็ว ทีมจึงวิ่งมาหาทุกครั้งที่ติดปัญหา คนที่สองไม่รีบตอบ แต่ถามกลับว่า “คุณคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคืออะไร” แล้วค่อย ๆ ชวนคิดจนลูกทีมหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง ผ่านไปหกเดือน ทีมของผู้จัดการคนที่สองแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น กล้าตัดสินใจมากขึ้น และไม่ต้องพึ่งหัวหน้าทุกเรื่อง นี่คือพลังของ Coaching ที่เปลี่ยนวิธีนำทีมจากการ “สั่ง” ไปสู่การ “สร้าง”
ในยุคที่องค์กรต้องการคนที่คิดเป็นและปรับตัวเร็ว ผู้บริหารที่ยังยึดติดกับบทบาทผู้ให้คำตอบเพียงอย่างเดียวกำลังสร้างคอขวดให้ตัวเอง Coaching ไม่ใช่เทคนิคแฟชั่นที่มาแล้วก็ไป แต่เป็นทักษะการนำที่องค์กรระดับโลกอย่าง Google และ Microsoft ฝังเข้าไปในวัฒนธรรมการบริหารจนกลายเป็นมาตรฐาน บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Coaching ตั้งแต่หลักการพื้นฐานอย่าง GROW Model ไปจนถึงวิธีเริ่มต้นนำไปใช้จริงในองค์กรของคุณ
📚 บทความที่เกี่ยวข้อง
→ Leadership กับ Emotional Intelligence: ทำไม EQ ถึงสำคัญกว่า IQ สำหรับผู้นำ
→ ภาวะผู้นำยุคใหม่: เมื่อต้องเรียนรู้จากพนักงานที่อายุน้อยกว่า
→ ภาวะผู้นำที่สร้าง Psychological Safety: เมื่อทีมกล้าพูดความจริง
GROW Model: กรอบคิดที่ทำให้ Coaching เป็นเรื่องจับต้องได้
ผู้บริหารหลายคนอยากเริ่มทำ Coaching แต่ไม่รู้จะตั้งต้นอย่างไร GROW Model คือคำตอบที่ทำให้การสนทนาแบบ Coaching มีโครงสร้างชัดเจนและทำซ้ำได้ โมเดลนี้ถูกพัฒนาโดย Sir John Whitmore และกลายเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในวงการ Coaching ทั่วโลก
ตัว G ย่อมาจาก Goal หมายถึงการเริ่มต้นด้วยการช่วยให้ลูกทีมระบุเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ถามว่า “อยากได้อะไร” แต่ถามให้ลึกว่า “ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ หน้าตามันจะเป็นอย่างไร” การตั้งเป้าหมายที่ดีต้องเฉพาะเจาะจงพอที่จะวัดผลได้ ตัว R คือ Reality การสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา ขั้นตอนนี้ผู้บริหารต้องฟังมากกว่าพูด และตั้งคำถามที่ช่วยให้ลูกทีมมองเห็นภาพรวมของปัญหาได้ครบถ้วน เช่น “ตอนนี้อะไรเป็นอุปสรรคหลัก” หรือ “คุณลองทำอะไรไปแล้วบ้าง”
ตัว O คือ Options ขั้นตอนที่ชวนลูกทีมระดมทางเลือกหลาย ๆ ทาง โดยยังไม่ต้องตัดสินว่าทางไหนดีหรือไม่ดี หัวใจสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้คิดอย่างอิสระ ผู้บริหารที่เก่ง Coaching จะกลั้นใจไม่เสนอทางออกของตัวเอง แต่จะถามว่า “ถ้าไม่มีข้อจำกัดใด ๆ คุณจะทำอย่างไร” เพื่อดึงความคิดสร้างสรรค์ออกมา สุดท้ายตัว W คือ Will หรือ Way Forward การสรุปว่าลูกทีมจะลงมือทำอะไร เมื่อไร และต้องการการสนับสนุนอะไรจากหัวหน้า ขั้นตอนนี้เปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็น Commitment ที่จับต้องได้
Coaching vs Mentoring ต่างกันอย่างไร
คำถามที่ผู้บริหารถามบ่อยที่สุดเมื่อเริ่มสนใจเรื่อง Coaching คือ Coaching vs Mentoring ต่างกันตรงไหน เพราะทั้งสองดูคล้ายกันตรงที่เป็นการช่วยเหลือให้คนอื่นเติบโต แต่วิธีการและบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจน
Mentoring เป็นความสัมพันธ์ที่ผู้มีประสบการณ์มากกว่าแบ่งปันความรู้และบทเรียนจากชีวิตจริงให้กับผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่า Mentor จะเล่าว่า “ตอนผมเจอสถานการณ์แบบนี้ ผมจัดการอย่างนี้” ซึ่งเป็นการถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรง ในขณะที่ Coaching ไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า Coach ต้องรู้คำตอบ แต่ Coach จะใช้คำถามเป็นเครื่องมือดึงศักยภาพของผู้ถูก Coach ออกมา โดยเชื่อว่าคำตอบที่ดีที่สุดอยู่ในตัวของคน ๆ นั้นแล้ว
ในทางปฏิบัติ ผู้บริหารคนเดียวกันสามารถสวมหมวกทั้ง Coaching และ Mentoring ได้ตามสถานการณ์ เมื่อลูกทีมคนใหม่ต้องการเรียนรู้ขั้นตอนการทำงานที่เฉพาะเจาะจง Mentoring คือสิ่งที่เหมาะสม แต่เมื่อลูกทีมคนเดิมเติบโตขึ้นและต้องตัดสินใจเรื่องที่ซับซ้อน Coaching จะช่วยสร้างความมั่นใจในการคิดและตัดสินใจด้วยตัวเองได้มากกว่า สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าเมื่อไรควรใช้แบบไหน ไม่ใช่การเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งตลอดไป
5 ทักษะ Coaching ที่ผู้บริหารต้องมี
การจะเป็น Coach ที่ดีในองค์กรไม่จำเป็นต้องไปเรียนหลักสูตร Certified Coach หลายร้อยชั่วโมง แต่ผู้บริหารต้องฝึกฝนทักษะพื้นฐาน 5 ประการจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานปกติ
🚀 พัฒนาทีมผู้นำของคุณกับ The Blacksmith
Corporate Training ด้าน Leadership, EQ และ Soft Skills — ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรไทย
ทักษะแรกคือ Active Listening หรือการฟังอย่างตั้งใจ ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อรอตอบ ผู้บริหารส่วนใหญ่ถูกฝึกมาให้แก้ปัญหาเร็ว จึงมักขัดจังหวะหรือกระโดดไปที่ Solution ก่อนที่จะเข้าใจปัญหาจริง ๆ การฟังให้ครบโดยไม่ตัดสินคือจุดเริ่มต้นของ Coaching ที่มีคุณภาพ ทักษะที่สองคือ Powerful Questioning การตั้งคำถามที่เปิดกว้างและกระตุ้นความคิด คำถามอย่าง “อะไรทำให้คุณมั่นใจว่าทางนี้จะได้ผล” สร้างพลังมากกว่าการบอกว่า “ทำแบบนี้สิ”
ทักษะที่สามคือการให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์ Coach ที่ดีไม่ได้แค่ถามอย่างเดียว แต่ต้องสะท้อนสิ่งที่สังเกตเห็นกลับไปให้ลูกทีมอย่างตรงไปตรงมาแต่ด้วยความปรารถนาดี ทักษะที่สี่คือ Empathy การเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องเห็นด้วยทุกเรื่อง ผู้บริหารที่แสดง Empathy ได้ดีจะสร้าง Psychological Safety ที่ทำให้ลูกทีมกล้าเปิดใจพูดถึงปัญหาจริง ๆ และทักษะสุดท้ายคือ Accountability การช่วยให้ลูกทีมรับผิดชอบต่อ Commitment ที่ตั้งไว้ โดยไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการติดตามด้วยคำถามอย่าง “เรื่องที่ตกลงกันไว้เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรที่ผมช่วยได้ไหม”
วิธีเริ่มต้น Coaching ในองค์กร
การนำ Coaching เข้ามาในองค์กรไม่ควรเริ่มจากการประกาศนโยบายใหญ่โตว่า “ต่อจากนี้ผู้บริหารทุกคนต้องเป็น Coach” เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต้องใช้เวลาและต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่เห็นผลได้จริง
ขั้นตอนแรกที่แนะนำคือเริ่มจากการสนทนาแบบ One-on-One ที่มีอยู่แล้ว แทนที่จะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอัปเดตสถานะงาน ลองแบ่งสัก 15 นาทีในแต่ละครั้งเพื่อใช้ GROW Model ถามลูกทีมเกี่ยวกับความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ ไม่ต้องทำทุกเรื่อง เลือกเรื่องเดียวที่สำคัญที่สุดในสัปดาห์นั้น จากนั้นค่อย ๆ ขยายจำนวนลูกทีมที่ใช้แนวทาง Coaching ด้วย เมื่อเริ่มเห็นว่าลูกทีมบางคนพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจน ความมั่นใจของผู้บริหารในบทบาท Coach ก็จะเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ
สิ่งสำคัญอีกประการคือการสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุน Coaching ทั้งระบบ ผู้บริหารระดับสูงต้องเป็นตัวอย่าง ถ้า CEO หรือ MD ยังบริหารแบบสั่งการอย่างเดียว ผู้จัดการระดับกลางก็ยากที่จะกล้าเปลี่ยนวิธีนำ การฝึกอบรมทักษะ Communication และ Coaching ควรเป็นส่วนหนึ่งของ Leadership Development Program ไม่ใช่แค่การอบรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่ต้องมี Practice Session และ Peer Coaching ที่ผู้บริหารได้ฝึกซ้อมกันเองอย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด Coaching ไม่ใช่การแทนที่การบริหารแบบเดิมทั้งหมด ยังมีสถานการณ์ที่ต้องสั่งการ ต้องตัดสินใจเร็ว หรือต้องให้คำตอบตรง ๆ แต่ผู้บริหารที่เพิ่ม Coaching เข้าไปในชุดเครื่องมือการนำของตัวเองจะพบว่าทีมแข็งแกร่งขึ้น พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ได้ดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Coaching ในองค์กร
Q: Coaching คืออะไร และแตกต่างจากการสอนงานทั่วไปอย่างไร?
A: Coaching คือกระบวนการสนทนาที่ช่วยให้อีกฝ่ายค้นพบคำตอบด้วยตัวเอง ผ่านการตั้งคำถามที่ทรงพลังและการฟังอย่างตั้งใจ ต่างจากการสอนงานทั่วไปที่ผู้สอนเป็นคนให้ความรู้และคำตอบตรง ๆ Coaching เชื่อว่าศักยภาพอยู่ในตัวผู้ถูก Coach แล้ว หน้าที่ของ Coach คือดึงศักยภาพนั้นออกมา ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืนและสร้างความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยตัวเองในระยะยาว
Q: GROW Model ใช้ยากไหม และต้องใช้เวลานานแค่ไหนต่อครั้ง?
A: GROW Model ไม่ยากเลย เพราะมีโครงสร้าง 4 ขั้นตอนที่ชัดเจนคือ Goal, Reality, Options และ Will การสนทนาแบบ Coaching ด้วย GROW Model สามารถทำได้ภายใน 15-30 นาที ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน สิ่งสำคัญคือการฝึกซ้อมบ่อย ๆ จนเป็นธรรมชาติ ผู้บริหารหลายคนพบว่าหลังจากฝึกไปสัก 5-10 ครั้ง พวกเขาสามารถใช้ GROW Model ได้อย่างลื่นไหลในบทสนทนาประจำวัน
Q: Coaching vs Mentoring เลือกใช้แบบไหนดีกว่ากันในองค์กร?
A: ไม่มีแบบไหนดีกว่า เพราะทั้ง Coaching และ Mentoring มีจุดแข็งต่างกัน Mentoring เหมาะกับการถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้เฉพาะทาง เช่น พนักงานใหม่ที่ต้องเรียนรู้งาน ส่วน Coaching เหมาะกับการพัฒนาทักษะการคิดและตัดสินใจของคนที่มีพื้นฐานแล้ว ผู้บริหารที่ดีควรใช้ได้ทั้งสองแบบตามสถานการณ์ที่เหมาะสม
Q: ผู้บริหารที่ไม่เคยเรียน Coaching มาก่อนจะเริ่มต้นอย่างไร?
A: เริ่มจากการเปลี่ยนนิสัยเล็ก ๆ คือเมื่อลูกทีมมาถามปัญหา แทนที่จะตอบทันที ให้ลองถามกลับว่า “คุณคิดว่าควรจัดการอย่างไร” แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ Coaching แล้ว จากนั้นลองศึกษา GROW Model และนำไปทดลองใช้ในการประชุม One-on-One สัปดาห์ละครั้ง หากต้องการพัฒนาอย่างจริงจัง การเข้าอบรมหลักสูตร Coaching for Leaders จะช่วยให้มีกรอบและได้ฝึกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ
Q: จะวัดผลได้อย่างไรว่า Coaching ในองค์กรได้ผลจริง?
A: ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกทีม เช่น จำนวนครั้งที่ลูกทีมมาขอคำตอบลดลง กล้าเสนอไอเดียใหม่มากขึ้น และตัดสินใจได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอหัวหน้า นอกจากนี้ยังดูได้จาก Employee Engagement Score ที่เพิ่มขึ้น อัตรา Turnover ที่ลดลง และผลลัพธ์ของทีมที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การสำรวจความพึงพอใจหลังการ Coaching แต่ละรอบก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยติดตามผลได้ดี


