In-house training ROI measurement HR analytics corporate learning Thailand by The Blacksmith

In-house Training ROI: วิธีวัดผลการอบรมที่ HR ทุกคนควรรู้

บริษัทค้าปลีกชื่อดังแห่งหนึ่ง ห้องประชุมขนาดใหญ่ ผู้บริหารนั่งฟังรายงานจาก HR ด้วยสีหน้าที่ชั่ง ในสัปดาห์ที่แล้ว บริษัทดำเนินการ in-house training สำหรับ sales team อย่างจริงจัง ใช้งบประมาณหนึ่งแสนกว่า วิทยากรมาจากต่างประเทศ คน 50 คน ทั้งวันทั้งคืน โปรแกรมสวยๆ กลับมา HR รายงานว่า “ทุกคนพอใจ แบบประเมินได้คะแนนเกือบเต็ม” ผู้บริหารเงียบไป แล้วถาม “ขายเพิ่มขึ้นไหม?” HR หงุดหงิด “ยังเร็วเกินไป ต้องให้เวลา” ผู้บริหารตัดสินใจ “ปีหน้าลดงบพวกนี้ ฉันต้องเห็นตัวเลข”

นั่นคือศึก HR professionals เผชิญวันแล้ววันเล่า ลงทุนเงิน เวลา ความพยายาม แล้วเมื่อมาถึงด้านบน คำถามที่ได้กลับมาไม่ใช่ว่าโปรแกรมเก่งแค่ไหน แต่ว่า “ได้ผลกี่บาท” ความจริงการวัด ROI ของ in-house training ไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย แต่มันก็ไม่ได้เป็นศาสตร์ที่ซับซ้อนเกินไป มี frameworks ที่ถูกต้องและสามารถใช้ได้จริง ที่สร้างจากการวิจัยหลายทศวรรษ นี่คือเรื่องที่ HR ทุกคนควรเข้าใจ

ปัญหาที่ HR พบเมื่อพยายามพิสูจน์ ROI ของ In-house Training

เมื่อมองจากสิ่งที่ HR ต้องเผชิญ ปัญหาจะเห็นได้ว่าชัดเจน และซับซ้อนพอสมควร ประการแรก in-house training ไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยว มันอยู่ท่ามกลางตัวแปรอื่นๆ มากมาย ทีมเดิมของพนักงานเปลี่ยน ระบบและเครื่องมือที่ใช้งานอัปเดต วัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนแปลง ผู้บริหารใหม่เข้ามา และทั้งหมดนี้สร้างผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ดังนั้นการแยกแยะว่า ผลลัพธ์ใดมาจากการอบรมจริง ส่วนใดมาจากปัจจัยอื่นนั้น กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก และต้องใช้วิธีการที่ระมัดระวัง

ประการที่สอง คือเรื่องเวลา ผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ชัดของ in-house training นั้นมักไม่ปรากฏทันที ต้องผ่านไปประมาณสามเดือน หรือหกเดือน หรือบางครั้งนานถึงปี ขณะเดียวกัน บอร์ดและผู้บริหารต้องการคำตอบเดือนนี้ นี่คือที่ HR ต้องทำการวัดสัญญาณ ตัวชี้วัดที่ช่วยแสดงให้เห็นว่า เรากำลังเดินในทิศทางที่ถูก แม้ว่าผลสุดท้ายยังไม่ปรากฏเต็มที่ก็ตาม

ประการที่สาม คือมีความเกี่ยวพันกับการออกแบบและระบบ การวัด ROI อย่างแท้จริงต้องเริ่มตั้งแต่วาง scheme ของการอบรมเอง ต้องมีคนติดตาม ต้องมี baseline ที่ชัดเจน บ่อยครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การอบรมลุยไปก่อน แล้วมาคิดวิธีวัดผลทีหลัง ถึงเวลาจบ baseline ไม่มี ตัวชี้วัดไม่ชัด ผลลัพธ์จึงเลือนลาง นั่นคือเหตุที่หลายโครงการวัด ROI ไม่เป็นผล

Kirkpatrick Model: ความคิด Classic ที่ยังใช้ได้

HR presenting training ROI data analytics to executive team

ในยุคนั้นที่ยังไม่มี data analytics และ AI ผู้เชี่ยวชาญชื่อ Donald Kirkpatrick ได้เสนอ framework ที่ชื่อว่า “Four Levels of Training Evaluation” ซึ่งจนถึงวันนี้ ยังคงเป็นรากฐานของการวัดผลการอบรมในองค์กรหลายแห่ง เพราะความเรียบง่าย และความจริงในการนำไปใช้

ระดับแรกคือ Reaction ซึ่งเป็นสิ่งที่ HR นิยมใช้มากโดยอาศัยแบบประเมินความพึงพอใจ ตรวจสอบว่าผู้เข้ารับการอบรมพอใจหรือไม่ เกี่ยวกับตัววิทยากร สถานที่ สภาพห้องเรียน ความสะดวกสบาย โดยทั่วไป ระดับนี้สำคัญสำหรับการปรับปรุง experience แต่มันไม่ได้บ่งบอกว่ามีการเรียนรู้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ คนอาจพอใจ แต่ไม่ได้เรียนรู้

ระดับที่สองคือ Learning ซึ่งวัดว่าผู้เข้าอบรมเข้าใจเนื้อหาจริงหรือไม่ ความรู้ ทักษะ ทัศนคติของพวกเขาหลังจบการอบรมเปลี่ยนไปหรือไม่ นี่วัดได้ผ่านการสอบ quiz หรือ pre-test post-test ที่ประเมินความเข้าใจระหว่างเริ่มต้นและสิ้นสุด

ระดับที่สามคือ Behavior ซึ่งเป็นระดับที่น่าสนใจจริงๆ เพราะมันถามว่า คนนั้นจริงๆ นำความรู้ไปใช้ในงานหรือไม่ ต้องรอประมาณสามเดือนถึงหกเดือน แล้วสังเกต ทั้งพนักงาน ทีม และผู้จัดการ ของคนที่ได้รับการอบรม เพื่อเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและวิธีการทำงานหรือไม่

ระดับที่สี่คือ Results ซึ่งมองว่า in-house training มีผลกระทบต่อองค์กรหรือไม่ เห็นลักษณ์ได้จากการเพิ่มขึ้นของรายรับ หรือการลดลงของ attrition หรือปรับปรุง customer satisfaction หรือตัวชี้วัดอื่น ที่องค์กรถือว่าสำคัญ

ความจริงคือ ทั้งสี่ระดับล้วนสำคัญ และต้องวัดทั้งหมด เพราะการมองเพียงระดับเดียวจะได้ภาพที่ไม่สมบูรณ์

Phillips ROI Model: ขั้นสูงไปอีก

ต่อมาผู้เชี่ยวชาญ Jack Phillips ได้พัฒนา framework ที่ขั้นสูงกว่า ซึ่งชื่อว่า Phillips ROI Model เพิ่มเติมจากที่ Kirkpatrick ทำไว้ ประเด็นที่แตกต่างคือ Phillips ไม่เพียงแค่บอกว่า “วัดผล” เท่านั้น แต่บอกว่า “วัดผล แล้วแปลงเป็นตัวเลขการเงิน” เพื่อให้ผู้บริหารและบอร์ดเข้าใจได้ง่าย

🚀 พัฒนาทีมผู้นำของคุณกับ The Blacksmith

Corporate Training ด้าน Leadership, EQ และ Soft Skills — ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรไทย

→ ขอข้อมูลหลักสูตรฟรี

วิธีคิดของ Phillips model เป็นดังนี้ ขั้นแรก วัด results ตามแนวทาง Kirkpatrick นั่นหมายถึงการดูว่า metrics องค์กรเปลี่ยนไปหรือไม่ ขั้นตอนที่สอง เอา results นั้นมาแปลงเป็นค่าเงิน ว่าผลประโยชน์นี้มีมูลค่าการเงินเท่าไหร่จริง ขั้นตอนที่สาม นำมูลค่านั้นมาลบออกจากต้นทุนทั้งหมดของการอบรม ทั้งหมดนี้รวมค่า วิทยากร สถานที่ วัสดุ และเวลาที่พนักงานใช้ไป ผลลัพธ์สุดท้ายคือ ROI แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นภาษาที่บอร์ดเข้าใจได้เป็นอย่างดี

วิธีคำนวณ ROI ของ In-house Training แบบทำให้เข้าใจง่าย

มาดูตัวอย่างจริงสักอันหนึ่ง สมมติว่าบริษัทหนึ่งตัดสินใจจัด in-house training สำหรับ sales team เพื่อเพิ่มทักษะการขายแบบ consultative selling การคำนวณต้นทุนทั้งหมด: ค่าวิทยากรขึ้นไป 50,000 บาท ค่าสถานที่และอาหาร 10,000 บาท วัสดุและสื่อการสอน 5,000 บาท และหากนับเวลาของพนักงาน 20 คน ในเวลาทำงานไปเนื้อที่อบรม ประมาณ 40,000 บาท รวมทั้งสิ้น 105,000 บาท

หลังจากนั้นไป ประมาณสามเดือนถึงหกเดือน ทีม HR ทำการติดตามผลโดยดูว่า sales volume ของทีมนี้เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่เมื่อเทียบกับ baseline ของหกเดือนก่อนการอบรม หรือเมื่อเทียบกับอีก sales team ที่ไม่ได้เข้ารับการอบรม ผลที่ได้คือ sales volume เพิ่มขึ้น 800,000 บาท อย่างไรก็ตาม การขายเพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้มาจากการอบรมเพียงอย่างเดียว อาจมีปัจจัยอื่นด้วย เช่น ตลาดดีขึ้น หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ดังนั้น ต้องวิเคราะห์ attribution อย่างระมัดระวัง

วิธีหนึ่งที่นิยมคือขอให้ผู้บริหาร sales ประมาณการว่า เขาเชื่อว่าเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ของการเพิ่มขึ้น 800,000 บาท นี้มาจากการอบรม สมมติว่าผู้บริหารบอกว่า 50% ก็ได้ 400,000 บาท อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ตัวเลขนี้มีความน่าเชื่อถือ HR ควรรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เช่น ดูข้อมูล customer satisfaction ของพนักงานที่ได้รับการอบรม หรือดูอัตราการปิดการขายว่าดีขึ้นหรือไม่ เพื่อให้เห็นสัญญาณชี้บ่งอื่นๆ ด้วย

สมมติว่าหลังจากวิเคราะห์ครบถ้วน HR ได้ net benefit เท่ากับ 400,000 บาท (ส่วนของการอบรม) นำไปลบด้วยต้นทุน 105,000 บาท จะได้ 295,000 บาท

สูตร ROI คือ: ROI = (Net Benefit / Investment) × 100 = (295,000 / 105,000) × 100 = 281%

หมายความว่า สำหรับทุกบาทที่บริษัทลงทุนในการอบรม ได้กลับมา 2.81 บาท (นอกจากการคืนต้นทุน) นี่คือตัวเลขที่ผู้บริหารและบอร์ดเข้าใจได้จริง

ตัวชี้วัดที่ต้องติดตามเพื่อวัดผล In-house Training

แต่ละประเภทของการอบรมมีตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน และการเลือกตัวชี้วัดที่ถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญของการวัด ROI สำหรับ leadership training ตัวชี้วัดที่ต้องติดตามคือ employee engagement score จากการสำรวจภายหลังการอบรม attrition rate ของทีมที่บริหารโดยผู้บริหารที่ได้รับการอบรม ความคิดเห็นจาก direct reports ผ่านการ feedback 360 องศา และความชัดเจนของวิสัยทัศน์ที่ลูกน้องเข้าใจและรับรอง

สำหรับ technical skills training เช่น การใช้ software หรือ process ใหม่ การติดตามจะดูที่ error rate ว่ามีการลดลงหรือไม่ efficiency ว่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ และ quality ของ output ว่าดีขึ้นหรือไม่

สำหรับ communication training การวัดอาจซับซ้อนกว่า ดูได้จาก internal satisfaction score ความสำเร็จของโครงการที่ต้องการความร่วมมือ การปรับปรุงความเชื่อมโยงระหว่างแผนก

นี่คือเหตุผลสำคัญว่า การออกแบบ in-house training ต้องเริ่มจากการตกลงกันแน่นอนว่า จะวัดความสำเร็จอย่างไร ควรทำการวัดนี้ก่อนที่การอบรมเริ่มขึ้น ไม่ใช่หลังจากจบแล้ว

วิธี Present ROI ต่อผู้บริหารเพื่อให้เขาเข้าใจและรับรอง

ขั้นตอนท้ายสุดที่บ่อยครั้ง HR ทำผิด คือการนำเสนอผลข้อมูล ROI ให้แก่ผู้บริหาร เมื่อคุณนั่งต่อหน้า CEO และบอกว่า “การอบรม in-house ของเรามี ROI 281 เปอร์เซ็นต์” บ่อยครั้ง ผู้บริหารอาจไม่เข้าใจ หรือแม้เข้าใจ ก็อาจถามว่า “ตัวเลขนี้มาจากไหน สูงเกินไปไหม” ดังนั้น การนำเสนอต้องมีเล่าเรื่องอย่างชัดเจน และให้เห็นข้อมูลหลักฐานประกอบ

วิธีที่ได้ผลดีนั้นมีลำดับขั้นตอน ขั้นแรก นำเสนออักษร framework Kirkpatrick ทั้งสี่ระดับ เพื่อให้ผู้บริหารเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด: ว่าพนักงานพอใจ (Reaction) เข้าใจความรู้ (Learning) นำไปใช้ (Behavior) และสุดท้ายผลกระทบต่อองค์กร (Results) ดังนั้น จึงไม่ใช่เพียงคนพูดว่าดี

ขั้นตอนที่สอง นำเสนอกราฟและตัวเลข เปรียบเทียบสถานการณ์ก่อนและหลังการอบรม ในลักษณะ Before – After ที่ชัดเจน ตัวเลขหรือกราฟบ่อยครั้งช่วยให้ผู้บริหารเห็นเรื่องได้เร็วกว่า

ขั้นตอนที่สาม นำเสนอวิธีการคำนวณของ ROI และสมมติฐานที่ใช้ อย่างละเอียด เช่น “เราสมมติว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของการเพิ่มขึ้นของยอดขาย มาจากการอบรม เนื่องจากแต่ละ factor อื่น…” เพื่อให้เห็นว่าตัวเลข 281 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่จากการแต่งหมายเลข

ขั้นตอนที่สี่ นำเสนอประโยชน์ที่มองไม่เห็น (intangible benefits) ประกอบด้วย เช่น ทีมพึงพอใจและทำงานอย่างเต็มใจมากขึ้น ลูกค้าให้ feedback ดีขึ้น พนักงานรู้สึกว่าองค์กรสนใจการพัฒนาเขา ประโยชน์เหล่านี้ยากที่จะวัดเป็นตัวเลข แต่ผู้บริหารมักเข้าใจคุณค่าของมัน

ความจริงคือ การวัด ROI ของ in-house training ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่บริสุทธิ์ มีสมมติฐาน มีปัจจัยที่อาจข้ามไป แต่เมื่อองค์กรมี framework ที่เป็นทางการ และติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ตัวเลขนั้นก็กลายเป็นการสนทนาที่มีความหมายจริง ระหว่าง HR และผู้บริหาร ไม่ใช่แค่เสียงที่บอกว่า “พนักงานดีขึ้น ลูกค้าพูดว่าดี”


FAQ

Q: ควรใช้ Kirkpatrick หรือ Phillips Model?
A: Kirkpatrick เป็นพื้นฐาน ใช้ได้กับการอบรมทั้งหมด Phillips model มี advanced กว่า และต้องการการติดตาม data ที่ดี ซึ่งไม่ใช่องค์กรทั้งหมดมี capacity ในการเก็บตัวเลขเช่นนั้น บ่อยครั้ง เริ่มด้วย Kirkpatrick ก่อน ปีหน้าสามารถเลื่อนไปหา Phillips ได้

Q: ROI ของ in-house training ต้องสูง (เช่น 200% ขึ้นไป) จึงจะ justify ได้หรือ?
A: ไม่ใช่ ROI ที่ acceptable โดยทั่วไปคือ 50% ขึ้นไป ซึ่งหมายความว่าสำหรับทุก 1 บาทที่ลงทุน จะได้กลับ 0.5 บาท ของมูลค่าสุทธิ ROI ที่สูงขึ้นเป็นโบนัส แต่ไม่ต้องหวังให้ทั้งหมด

Q: ข้อผิดพลาดทั่วไปที่ HR ทำเมื่อวัด ROI คืออะไร?
A: ข้อผิดพลาดที่บ่อยที่สุด: (1) ใช้เพียง happy sheet เท่านั้น (2) ไม่มี control group ดังนั้นไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลง มาจาก training หรือเหตุผลอื่น (3) ไม่มีการแพลนวิธีวัดผลตั้งแต่เริ่ม ทำให้เข้าอบรมแล้วไม่มี baseline (4) คำนวณ ROI ในแบบที่ optimistic เกินไป

Q: เวลาจบ in-house training ควรรอนานแค่ไหนก่อนวัด ROI?
A: นั่นขึ้นอยู่กับประเภทการอบรม Leadership training อาจต้องรอสามเดือนถึงหกเดือน ก่อนจะเห็นผล behaviors เปลี่ยน Technical training อาจเห็นผลในหนึ่งเดือน ความปกติคือรอไป 3-6 เดือน เพื่อให้ behavior ตั้งตัว

Q: ทำอย่างไรกับ in-house training ที่จุดประสงค์ไม่ใช่เกี่ยวกับ performance (เช่น safety training หรือ compliance training)?
A: การอบรม types นั้น ROI วัดโดยใช้ metric อื่น เช่น safety training คือจำนวน accidents ที่ลดลง compliance training คือจำนวน violations หรือ fines ที่ลดลง ยัง measure ได้ แต่จากมุมมองต่างออกไป


ออกแบบโปรแกรม In-house Training ที่วัดผลได้จริงกับ The Blacksmith
Corporate Training ที่เข้าใจบริบทธุรกิจไทย ทั้งแบบ In-house และ Online
→ ขอ Proposal ฟรี

Scroll to Top