ในองค์กรหนึ่ง มีผู้จัดการสองคนที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาพร้อมกัน
คนแรกพูดเก่ง กล้าแสดงความคิดเห็นในทุกที่ประชุม ไม่เคยขาดคำพูด และมักเป็นคนแรกที่ยกมือเสนอแนวทาง ผู้บริหารระดับสูงมองว่าเขา “มีความเป็นผู้นำ”
คนที่สองพูดน้อยกว่า แต่ทุกครั้งที่พูด คนในห้องจะหยุดฟัง เขาใช้เวลาสังเกตก่อนสรุป รับ Feedback โดยไม่ออกอาการตั้งรับ และรู้ดีว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไรและยังขาดเรื่องอะไร
สามปีผ่านไป คนแรกย้ายองค์กรบ่อยเพราะทีมทนทำงานด้วยไม่ได้นาน คนที่สองกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่ทีมขอย้ายตามมากที่สุด
ความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองไม่ใช่เรื่องของ IQ หรือประสบการณ์ แต่คือ Self-Awareness
📚 บทความที่เกี่ยวข้อง
→ ก่อนจะเป็นผู้นำ ต้องเข้าใจก่อนว่า Leadership ไม่ใช่ตำแหน่ง
→ Leadership กับ Emotional Intelligence: ทำไม EQ ถึงสำคัญกว่า IQ
→ ภาวะผู้นำที่สร้าง Psychological Safety: เมื่อทีมกล้าพูดความจริง
Self-Awareness คืออะไร และทำไมผู้นำต้องมี
นักจิตวิทยา Tasha Eurich ทำการวิจัยกับผู้นำกว่า 5,000 คนทั่วโลก และพบสิ่งที่น่าตกใจ มีเพียง 10-15% เท่านั้นที่มี Self-Awareness จริงๆ คนส่วนใหญ่คิดว่าตัวเองรู้จักตัวเองดี แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม
Eurich อธิบายว่า Self-Awareness แบ่งออกเป็นสองระดับ
Internal Self-Awareness คือการรู้จักตัวเองจากภายใน ได้แก่ ค่านิยมที่แท้จริงของตัวเอง สิ่งที่ทำให้มีพลังงานและสิ่งที่ทำให้หมดแรง จุดแข็งและจุดอ่อนที่แท้จริง รวมถึงแรงจูงใจที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจต่างๆ
External Self-Awareness คือการรู้ว่าคนรอบข้างมองเราอย่างไร ทีมรู้สึกอย่างไรเมื่อทำงานกับเรา สไตล์การสื่อสารของเราส่งผลต่อคนอื่นแบบไหน และพฤติกรรมของเราสร้างบรรยากาศแบบใดในทีม
Eurich พบว่าผู้นำส่วนใหญ่มีปัญหากับ External Self-Awareness มากกว่า กล่าวคือ พวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่ไม่รู้ว่าตัวเองส่งผลกระทบต่อคนอื่นอย่างไร และช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารทีม
เมื่อผู้นำขาด Self-Awareness เกิดอะไรขึ้น

มีผู้จัดการโปรแกรมคนหนึ่งที่เก่งมากในงานเทคนิค ตัดสินใจเร็ว มองเห็นทิศทางที่คนอื่นมองไม่ถึง และผลลัพธ์ด้านตัวเลขก็ดีสม่ำเสมอ
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือทีมกำลังหวาดกลัวเขาอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่มีการประชุม คนในทีมจะชั่งน้ำหนักก่อนเสมอว่าความคิดเห็นชิ้นไหนที่พูดได้โดยไม่เสี่ยง ไอเดียใหม่ๆ ที่อาจท้าทายแนวทางของเขาจะถูกเก็บไว้ในใจ ไม่มีใครกล้านำออกมาเสนอ
เมื่อฝ่ายบุคคลทำ Exit Interview กับพนักงานที่ลาออก คำตอบที่ได้กลับมาซ้ำๆ คือ “ทำงานด้วยแล้วรู้สึกว่าความเห็นตัวเองไม่มีความหมาย” และ “หัวหน้าตัดสินใจก่อนจะฟังใครพูดจบ”
เขาไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย เพราะไม่เคยถาม และไม่เคยสังเกต
Self-Awareness ไม่ใช่การวิจารณ์ตัวเองตลอดเวลา
หลายคนเข้าใจผิดว่า Self-Awareness แปลว่าต้องหมกมุ่นกับจุดอ่อนของตัวเอง หรือต้องสงสัยทุกการตัดสินใจที่ทำ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ Eurich หมายถึง
🚀 พัฒนาทีมผู้นำของคุณกับ The Blacksmith
Corporate Training ด้าน Leadership, EQ และ Soft Skills — ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรไทย
→ ขอข้อมูลหลักสูตรฟรีSelf-Awareness ที่แท้จริงคือการมองตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ทั้งด้านที่ดีและด้านที่ต้องพัฒนา โดยไม่บิดเบือนภาพไปทางใดทางหนึ่ง ผู้นำที่มี Self-Awareness ดีจะรู้ว่าตัวเองเก่งเรื่องอะไรและใช้จุดแข็งนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันก็รู้ว่าเรื่องใดที่ควรพึ่งคนอื่น
ความถ่อมตัวแบบนี้ไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นจุดแข็งที่ทำให้ทีมไว้วางใจและอยากทำงานด้วย
วิธีพัฒนา Self-Awareness สำหรับผู้นำ
ขอ Feedback อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่แค่แบบประเมินประจำปีที่คนมักกรอกแบบสุภาพ แต่คือการถามโดยตรงกับคนที่ทำงานใกล้ชิด คำถามที่ได้ผลดีคือ “มีอะไรที่ฉันทำแล้วทำให้งานของคุณยากขึ้นโดยไม่ตั้งใจไหม?” หรือ “ถ้าจะให้เปลี่ยนอะไรหนึ่งอย่างในวิธีทำงานของฉัน คุณอยากให้เปลี่ยนอะไร?”
คำตอบที่ได้อาจทำให้ตกใจบ้าง แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
Reflect หลังสถานการณ์สำคัญ หลังจากประชุม หลังจากให้ Feedback ทีม หรือหลังจากตัดสินใจครั้งสำคัญ ให้ใช้เวลาสั้นๆ ถามตัวเองว่า คนในห้องมีท่าทีอย่างไร มีใครที่ดูจะมีสิ่งอยากพูดแต่ไม่ได้พูดไหม และถ้าจะทำสิ่งเดิมอีกครั้ง จะทำต่างออกไปอย่างไร
เปรียบเทียบภาพตัวเองกับสิ่งที่คนอื่นเห็น เขียนสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็นลงบนกระดาษ เช่น “ฉันเป็นคนฟังเก่ง” หรือ “ฉันตัดสินใจโดยอิงข้อมูลเสมอ” แล้วถามคนในทีมว่าพวกเขาเห็นแบบเดียวกันไหม บ่อยครั้งที่ภาพที่เราเห็นตัวเองกับภาพที่คนอื่นเห็นไม่ตรงกัน และช่องว่างนั้นคือพื้นที่สำคัญที่สุดในการพัฒนา
หา Mentor ที่พูดความจริงได้ ไม่ใช่คนที่จะชมเสมอ แต่คือคนที่สามารถบอกตรงๆ เมื่อเห็นว่าเรากำลังมีจุดบอด ผู้นำที่ดีหลายคนบอกว่า Mentor คือสิ่งที่ช่วยให้พวกเขาเห็นตัวเองได้ชัดขึ้นกว่าการ Reflect คนเดียวอย่างมาก
Self-Awareness กับภาวะผู้นำ
ผู้นำที่มี Self-Awareness ดีจะสร้างสภาพแวดล้อมที่คนในทีมรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดความจริง เพราะพวกเขาเห็นตัวอย่างจากผู้นำเองว่า การยอมรับว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้ไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย
ในทางกลับกัน ผู้นำที่ขาด Self-Awareness มักสร้างวัฒนธรรมที่คนต้องเดินตามโดยไม่ตั้งคำถาม เพราะผู้นำเองก็ไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองเช่นกัน
ภาวะผู้นำที่ยั่งยืนจึงไม่ได้เริ่มจากความกล้าพูดในที่ประชุม แต่เริ่มจากความกล้าที่จะมองตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
คำถามที่พบบ่อย
Q: Self-Awareness ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะพัฒนาได้?
A: ถ้าตั้งใจขอ Feedback และ Reflect อย่างสม่ำเสมอ การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จะเริ่มขึ้นภายใน 2-3 เดือน สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การพัฒนา แต่คือการยอมรับว่าภาพที่เราเห็นตัวเองอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง
Q: ผู้นำที่อยากพัฒนา Self-Awareness ควรเริ่มต้นอย่างไร?
A: เริ่มจากการถาม 2-3 คนที่ทำงานใกล้ชิดว่า “มีอะไรที่คุณอยากให้ฉันเปลี่ยนแปลงบ้าง?” แล้วฟังโดยไม่โต้แย้ง บันทึกสิ่งที่ได้ยิน และเปรียบเทียบกับสิ่งที่คิดว่าตัวเองเป็น ช่องว่างที่พบคือจุดเริ่มต้น
Q: ถ้าได้รับ Feedback เชิงลบ ควรตอบสนองอย่างไร?
A: หลีกเลี่ยงการอธิบายหรือแก้ตัวทันที ให้รับฟังให้ครบก่อน แล้วถามต่อว่า “ช่วยยกตัวอย่างสถานการณ์ที่เห็นได้ไหม?” การขอตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจะช่วยให้เข้าใจได้ชัดขึ้นว่าปัญหาเกิดขึ้นตอนไหน และจะปรับอย่างไร
Q: Self-Awareness สูงแปลว่าต้องเปลี่ยนตัวเองทั้งหมดไหม?
A: ไม่ Self-Awareness หมายถึงการรู้จักตัวเอง ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง บางสิ่งที่เป็นจุดแข็งควรรักษาไว้ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือพฤติกรรมที่สร้างผลลบต่อทีมโดยไม่จำเป็น
Q: ผู้นำที่ไม่ได้รับ Feedback ตรงๆ จากทีม จะรู้ว่าตัวเองขาด Self-Awareness ได้อย่างไร?
A: สัญญาณที่พบบ่อยคือ ทีมเงียบผิดปกติในที่ประชุม ไม่มีใครโต้แย้งแม้แต่เรื่องที่ควรมีความเห็นต่าง หรือคนเก่งลาออกบ่อยโดยอ้างเหตุผลที่ฟังดูไม่ครบ สัญญาณเหล่านี้มักบอกว่ามีบางอย่างที่ผู้นำยังมองไม่เห็น
พัฒนา Self-Awareness และภาวะผู้นำให้กับทีมของคุณกับ The Blacksmith
Corporate Training ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรไทย ทั้งแบบ In-house และ Online


