มีผู้จัดการคนหนึ่งเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าทีม เขาคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว เพราะมีทักษะทางเทคนิคที่ดี และผลงานตัวเองก็ยอดเยี่ยมมาตลอด แต่เมื่อเริ่มจัดการคนอื่น ทุกอย่างก็เริ่มพังทลาย ทีมมีหลายคนร้องขอการย้ายแผนก การลาออกพุ่งสูง และในการประชุม ไม่มีใครกล้าพูดความเห็น เขาสับสนใจ เพราะเขาได้ตำแหน่งผู้นำแล้ว สำนักงานก็ให้เขาอำนาจแล้ว ทำไมทีมยังไม่ยอม?
เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในองค์กรไทย มีคนถูกเลื่อนเป็นผู้บริหารเพราะเก่งในงาน แต่ไม่เข้าใจว่า Leadership ไม่ได้มาจากตำแหน่ง มันคือสิ่งที่ต้องสร้าง ต้องฝึก และต้องเจริญเติบโตเช่นเดียวกับทักษะอื่นๆ ทั้งหมด
📚 บทความที่เกี่ยวข้อง
→ Leadership กับ Emotional Intelligence: ทำไม EQ ถึงสำคัญกว่า IQ
→ ภาวะผู้นำที่แท้จริงเริ่มที่ Self-Awareness ไม่ใช่ที่ความกล้า
→ ภาวะผู้นำที่สร้าง Psychological Safety: เมื่อทีมกล้าพูดความจริง
Leadership ไม่ใช่อำนาจ แต่เป็นการมีอิทธิพล
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือ Leadership เท่ากับการมีอำนาจสั่งการ หลายคนมองว่าเมื่อได้ตำแหน่ง ก็ได้สิทธิในการบอกคนอื่นว่าต้องทำอะไร และคนอื่นต้องทำตามเพราะตำแหน่งนั้น ความเข้าใจนี้สร้างวัฒนธรรมที่เย็นชาใจ ทีมทำงานแต่ไม่ด้วยความเต็มใจ และไม่มีความมั่นใจในการเสนอความคิดเห็นที่แตกต่าง
Leadership ที่แท้จริงเป็นอย่างอื่น มันคือความสามารถในการมีอิทธิพลต่อคนอื่น ไม่ใช่ผ่านอำนาจ แต่ผ่านความเชื่อและความเคารพ ผู้นำที่แท้จริงคือผู้ที่ทำให้คนอยากทำสิ่งที่เขาต้องการ มากกว่าการบังคับให้พวกเขาต้องทำ เพราะพวกเขามีความมั่นใจในวิสัยทัศน์ของผู้นำนั้น ไม่ใช่เพราะกลัว
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญมากแค่ไหน? มีบริษัทหนึ่งที่บริหารงานด้วยสไตล์หวดสั่งการเข้มงวด ผู้บริหารดูเหมือนเก่งจริง แต่คนในทีมก็หลบหนี หากัน ปล่อยให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นแล้วมองอีกฝ่าย ทรัพยากรมนุษย์สูญเสีย เวลาสูญเสีย ความสร้างสรรค์ก็ไม่มี เพราะคนไม่กล้าลองสิ่งใหม่
ในทางตรงกันข้าม มีผู้นำคนหนึ่งที่ได้รับการฝึกอบรม Leadership ที่ดี เขาทำให้คนรอบตัวอยากเสนอไอเดีย อยากลองสิ่งใหม่ และอยากพัฒนา ผลคือองค์กรเพิ่มประสิทธิผลได้อย่างเห็นได้ชัด ความแตกต่างอาจดูเล็กน้อยในการจัดการ แต่ผลต่างมหาศาล
Growth Mindset เป็นรากฐานของผู้นำที่เจริญเติบโต

นักจิตวิทยา Carol Dweck ค้นพบแนวคิดที่มีชื่อว่า Growth Mindset และ Fixed Mindset ผ่านการวิจัยของเธอ เธอพบว่าคนที่มี Growth Mindset เป็นคนที่เชื่อว่าความสามารถแตกต่างจากความฉลาดโดยกำเนิด และความสามารถสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม ความพยายามคือสิ่งที่ทำให้คุณเก่งขึ้น ไม่ใช่การเกิดมา
บุคคลที่มี Fixed Mindset คิดว่าความสามารถคงที่ “ผมเก่งหรือไม่เก่งในเรื่องนั้น” ดังนั้นเมื่อเจอความท้าทาย พวกเขาก็หนีไป เพราะเชื่อว่า “ผมไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว”
กลับมาที่ Leadership บริหารที่มี Fixed Mindset คิดว่า “ผมเป็นผู้นำได้ เพราะตำแหน่งบอกให้” ดังนั้นเมื่อต้องเรียนรู้ทักษะการฟัง หรือการจัดการความขัดแย้ง พวกเขาก็หนีไปหรือปฏิเสธความต้องการเรียนรู้
ในทางกลับกัน ผู้นำที่มี Growth Mindset เห็นตัวเองว่าเป็นคนที่กำลังเรียนรู้อยู่เสมอ เมื่อเจอความท้าทาย พวกเขาก็มองมันเป็นโอกาส ไม่ใช่ความเสี่ยง เช่น “ทีมของผมกำลังลาออก นี่คือสิ่งที่ผมต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีคิดของพวกเขา” หรือ “ประชุมเงียบเหงา นี่คือการฝึกความเป็นผู้นำด้านสื่อสาร ผมต้องเปลี่ยนแบบ” เมื่อคิดแบบนี้ ความท้าทายกลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ไม่ใช่ความล้มเหลว
ตัวอย่างจากสถานการณ์จริง มีผู้จัดการคนหนึ่งที่เข้ามาสูทีมที่เสียหายไปมาก เขาเห็นว่าทีมไม่มีความเชื่อมั่น ไม่มีวัฒนธรรมการทำงานที่ดี แต่เขาไม่ได้หมดหวัง เขาตั้งใจว่า “ปีแรกนี้ เราต้องสร้างทีมให้ใหม่ ผมจะต้องเรียนรู้วิธีทำความเข้าใจสมาชิก วิธีสร้างความเชื่อมั่น และวิธีสร้างวัฒนธรรมการทำงาน”
เขาอ่านหนังสือ เข้าไปใน workshop และขอข้อมูลจากเพื่อนผู้บริหารคนอื่น หลังจากสิบสองเดือน ทีมของเขากลายเป็นทีมที่มีผลผลิตสูงสุดในองค์กร เพราะ Growth Mindset ของเขากลายเป็นพลังในการเป็นผู้นำที่แท้จริง
Leadership เป็นการเดินทาง ไม่ใช่ปลายทาง
หลายคนถือว่าเมื่อ “ได้ตำแหน่งผู้นำ” แล้ว ก็ถึงปลายทาง ตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดที่ร้ายแรง ผู้นำที่ดีทั่วโลก ส่วนใหญ่บอกว่าพวกเขากำลังเรียนรู้อยู่เสมอ ทักษะการนำทีมไม่เหมือนการขึ้นบันได ถึงขั้นสุดท้ายแล้วจบ มันเหมือนการวิ่งมาราธอน ยิ่งคุณวิ่งไปไกล คุณก็ต้องเรียนรู้วิธีวิ่งใหม่ๆ เพื่อปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
🚀 พัฒนาทีมผู้นำของคุณกับ The Blacksmith
Corporate Training ด้าน Leadership, EQ และ Soft Skills — ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรไทย
→ ขอข้อมูลหลักสูตรฟรีความเข้าใจนี้เปลี่ยนทุกอย่าง ผู้จัดการใหม่ที่กำลังเลื่อนขึ้น ไม่ต้องรู้สึกว่าต้องแสดงความเชี่ยวชาญในทุกสิ่ง ตรงกันข้าม พวกเขาสามารถยืนยงด้วยความถ่อมตัว พูดว่า “ผมเพิ่งเป็นผู้นำครั้งแรก และนี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้” หรือ “ผมไม่แน่ใจวิธีที่ดีที่สุด มาทำงานด้วยกันหาคำตอบกัน” ประโยคเช่นนี้สร้างความเปิดกว้างและความยืดหยุ่น ไม่ใช่ความอ่อนแอ
การพัฒนาตัวเองของผู้นำต้องมีหลายส่วน ประการแรก ต้องมีการ Reflect อย่างสม่ำเสมอ หลังจากประชุม หลังจากตัดสินใจสำคัญ ต้องถาม “ผมจัดการบทสนทนานั้นได้ดีหรือไม่” “คนหนึ่งอยู่ที่นั่นฟังเงียบ บางทีผมแปลความหมายผิด ผมต้องไปถามเขาว่าเขาคิดอะไร” เมื่อเจอความล้มเหลว ก็ไม่ได้หมายว่า “เป็นผู้นำไม่ดี” แต่หมายว่า “นี่คือส่วนที่ผมต้องปรับปรุง”
ประการที่สอง ต้องมีการขอแนวทาง ผู้นำที่ดีหลายคนมี Mentor ที่เป็นคนมีประสบการณ์ สามารถให้คำแนะนำเมื่อหนาวเจออุปสรรค ไม่ใช่เพื่อโอ่อวดว่าตัวเองเก่งกว่า แต่เป็นการขอ “แผนที่” จากคนที่เดินทางมาแล้ว
ประการที่สาม ต้องมีการอ่านและศึกษา มีหนังสือและหลักสูตรมากมายเกี่ยวกับ Leadership ไม่ใช่ว่าอ่านแล้วปฏิบัติได้ทั้งหมด แต่มันช่วยให้คุณเข้าใจว่า “สิ่งที่ผมประสบอยู่นี้ก็เป็นเรื่องทั่วไป คนอื่นๆ เผชิญสถานการณ์เดียวกันอยู่เหมือนกัน และนี่คือบางวิธีในการจัดการ”
Leadership Growth ต้องเป็นความรับผิดชอบส่วนตัว
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผู้นำต้องเป็นคนที่ใส่ใจจริงจังในการพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่นั่งรอให้องค์กรบังคับ หลายครั้งองค์กรจัดหลักสูตร Leadership แล้วคนนั้นไป แต่ไม่ใส่ใจจริงจัง ไม่รับมือ ไม่พยายาม และไม่สำนึกตัว เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น หลักสูตรก็เป็นแค่กิจกรรมประเมินผล ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ในทางกลับกัน มีผู้บริหารคนหนึ่งในประเทศไทยที่มี Growth Mindset ชัดเจน เมื่อเขาได้รับการเลื่อน เขาเข้าหลักสูตร Leadership ด้วยความใส่ใจจริงจัง ทำ Reflection ต่อเนื่อง ถามคนในทีมว่า “ผมควรปรับปรุงอะไร” และเมื่อได้รับ Feedback ที่ยากฟัง เขาก็ยอมรับแล้ว “ใช่ ผมเห็นด้วย” และปรับตัว
หลังเดือนที่สาม เห็นการเปลี่ยนแปลงชัด ในการประชุมของเขา คนเริ่มพูด ผู้ใต้บังคับบัญชาเริ่มเสนอไอเดีย ทีมมีความเชื่อว่าหัวหน้าเปิดใจฟัง
นี่คือ Leadership ที่ดี มันไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่มาจาก Growth Mindset และความมีจิตสำนึก
ความท้าทายและความหวัง
การเป็นผู้นำในยุคนี้ท้าทายมากขึ้น คนทำงานมีความคาดหวังต่อบริหารจัดการมากขึ้น พวกเขาต้องการผู้นำที่เข้าใจ ฟัง คิด และยืดหยุ่น ไม่เพียงแค่ “ให้คำสั่ง” ผู้บริหารระดับสูงหลายคนเข้าใจเรื่องนี้ และเริ่มลงทุนใน Leadership Development อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ส่งคนไปหลักสูตร แต่สร้างวัฒนธรรมที่ “เรียนรู้ร่วมกัน”
สำหรับผู้จัดการใหม่ที่อ่านบทความนี้ บอกได้ว่า: การเป็นผู้นำคือทักษะ ไม่ใช่ลาภ ทักษะสามารถฝึกได้ และได้ดีขึ้นจากการฝึก ตำแหน่งคือจุดเริ่มต้น เป็นประตู ไม่ใช่ปลายทาง ตรงนี้คือโอกาสของคุณในการสร้าง Leadership ที่ทีมจะติดตาม ไม่ใช่จากความกลัว
หากคุณกำลังคิด “ผมจำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง” ให้เลิกคิดแบบนั้นไป สิ่งที่คุณต้องคือ “การรู้วิธีเรียนรู้ และความกล้าที่จะเปลี่ยน” นั่นคือทั้งหมดที่คุณต้อง
คำถามที่เกิดขึ้นบ่อย
Q: ถ้าผมเพิ่งเป็นผู้นำ ผมจำเป็นต้องเข้าหลักสูตร Leadership หรือไม่?
A: ไม่ใช่ข้อบังคับ แต่มันช่วยเยอะ เพราะออกแบบมาเพื่อให้คุณเข้าใจความผิดพลาดที่พบบ่อย และวิธีที่ผู้นำคนอื่นๆ ใช้สำเร็จแล้ว หลักสูตรที่ดี คือสิ่งที่ “นำไปประยุกต์ได้” ไม่ใช่แค่ทฤษฎี
Q: Growth Mindset ต้องฝึกได้ไหม ถ้าเกิดมาด้วย Fixed Mindset?
A: ได้ ความจริงแล้ว ทุกคนมีส่วนผสมของทั้งสอง มีเรื่องที่คุณมี Growth Mindset และเรื่องที่คุณมี Fixed Mindset วิธีคือ ตระหนัก ตรวจสอบวลีในหัวของคุณ เช่น “ผมไม่เก่งในการทำ X” และเปลี่ยนเป็น “ผมยังไม่เก่งในการทำ X แต่ผมสามารถเรียนรู้ได้”
Q: ผู้นำที่ดีพรสวรรค์ มาจากตัวตน หรือจากการฝึก?
A: ทั้งสองอย่าง บ่อยครั้งคนที่มีพรสวรรค์ตามธรรมชาติ ก็เป็นคนที่เกิดมาด้วย Growth Mindset ที่ดี พวกเขาไม่กลัวลองสิ่งใหม่ ดังนั้นเวลาเป็นผู้นำ การสำนึกตัวและการเรียนรู้ก็มาง่าย แต่คนที่เริ่มต้นด้วย Fixed Mindset สามารถเปลี่ยนได้หากเขา “ตัดสินใจ”
Q: ถ้าตัวเองเป็นผู้นำ แล้วเกิดความผิดพลาด ควรทำอย่างไร?
A: ยอมรับ ขอโทษ และเรียนรู้ บอกทีมว่า “ผมทำผิด และผมเรียนรู้จากนี้” นี่คือ Growth Mindset ในแอคชัน ทีมจะเห็นว่าบอสเปิดใจรับความผิดพลาด ทีมจึงกล้าลองสิ่งใหม่และยอมรับความล้มเหลว
Q: Leadership Development ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่?
A: การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเกิดขึ้นในสัปดาห์แรก ความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน ส่วนความพัฒนาที่แข็งแกร่งคือเรื่องของปีต่อปี หลายคนระบุว่า Leadership Journey ของพวกเขาคือ “ตัวต่อตัว”
พัฒนา Leadership ให้กับทีมของคุณกับ The Blacksmith
Corporate Training ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรไทย ทั้งแบบ In-house และ Online


