ปัญหาของเทรนนิ่งพนักงานจำนวนมาก คือสอนเพิ่ม แต่ไม่เคยหยุดมองงาน
หลายองค์กรจัดเทรนนิ่งพนักงานด้วยเป้าหมายที่ดี ต้องการเพิ่มทักษะ เพิ่มความสามารถ และยกระดับผลงานของทีม แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือพนักงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ปัญหาเดิมในงานยังคงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน งานที่ต้องแก้ซ้ำ หรือการตัดสินใจที่ล่าช้า
สาเหตุไม่ได้อยู่ที่พนักงานไม่ตั้งใจเรียนรู้ แต่เกิดจากเทรนนิ่งพนักงานจำนวนมากมุ่งไปที่การเติมความรู้ โดยไม่เคยชวนให้หยุดมองว่างานที่ทำอยู่ทุกวันกำลังติดขัดตรงไหน เมื่อไม่เห็นปัญหาชัด การเพิ่มทักษะจึงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้
การพัฒนาที่แท้จริง เริ่มจากการเข้าใจวิธีทำงานของตัวเอง
ก่อนที่พนักงานจะพัฒนาทักษะใหม่ สิ่งสำคัญกว่าคือการเข้าใจวิธีทำงานของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เทรนนิ่งพนักงานที่ได้ผลจะไม่รีบสอน แต่ชวนให้พนักงานทบทวนว่าในแต่ละวัน งานติดขัดตรงไหน ต้องแก้ปัญหาเรื่องเดิมซ้ำกี่ครั้ง และพฤติกรรมใดที่ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่รู้ตัว
เมื่อพนักงานเริ่มเห็นรูปแบบการทำงานของตัวเอง การเรียนรู้จะไม่ใช่การรับข้อมูลใหม่ แต่เป็นการจัดระเบียบความคิดและพฤติกรรมที่มีอยู่แล้ว การพัฒนาในลักษณะนี้จะฝังลึกและนำไปใช้ได้จริงมากกว่า
เทรนนิ่งพนักงานที่ดี ต้องทำให้ปัญหางานถูกพูดออกมา
พนักงานจำนวนมากคุ้นชินกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่เคยหยุดพูดถึงต้นเหตุ เทรนนิ่งพนักงานที่เน้นแต่เนื้อหา จะไม่สามารถเปิดพื้นที่ให้ปัญหาเหล่านี้ถูกหยิบมาพูดอย่างจริงจัง
การสร้างพื้นที่ให้พนักงานได้สะท้อนงาน ได้พูดถึงสิ่งที่ติดขัด และได้แลกเปลี่ยนมุมมอง จะช่วยให้ปัญหาที่ซ่อนอยู่เริ่มชัดขึ้น เมื่อปัญหาถูกมองเห็นร่วมกัน การเรียนรู้จะมีทิศทาง และการพัฒนาจะไม่หลุดจากความเป็นจริงของงาน
การเรียนรู้จะเกิดขึ้น เมื่อพนักงานเห็นว่าสิ่งที่เรียนช่วยให้งานง่ายขึ้น
พนักงานไม่ได้ต่อต้านการเรียนรู้ แต่จะตั้งคำถามเสมอว่าสิ่งที่เรียนช่วยให้งานดีขึ้นอย่างไร เทรนนิ่งพนักงานที่เชื่อมโยงเนื้อหากับงานจริง จะช่วยให้พนักงานเห็นว่าการปรับวิธีคิดหรือวิธีทำเพียงเล็กน้อย สามารถลดงานซ้ำ ลดความสับสน และทำให้งานเดินหน้าได้เร็วขึ้น
เมื่อพนักงานเห็นประโยชน์กับงานของตัวเอง ความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องบังคับ และการเรียนรู้จะต่อเนื่องไปเอง
เทรนนิ่งพนักงานไม่ควรแยกออกจากการทำงานประจำวัน
หนึ่งในสาเหตุที่เทรนนิ่งพนักงานไม่สร้างผลลัพธ์ คือการแยกการเรียนรู้ออกจากงานจริง พนักงานเข้าอบรมในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วกลับไปทำงานในระบบเดิมที่ไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง
เทรนนิ่งพนักงานที่ได้ผลจะถูกออกแบบให้สอดแทรกอยู่ในจังหวะการทำงาน ช่วยให้พนักงานนำสิ่งที่เรียนไปลองใช้ทันที และสะท้อนผลลัพธ์จากงานจริง การเรียนรู้จึงไม่ถูกตัดขาด แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน
บทบาทของผู้นำ ทำให้เทรนนิ่งพนักงานมีหรือไม่มีพลัง
ต่อให้เทรนนิ่งพนักงานออกแบบมาดีเพียงใด หากผู้นำไม่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับงานจริง พนักงานก็ยากจะนำไปใช้ ผู้นำที่ตั้งคำถามในแนวทางเดียวกับที่เรียน และเปิดพื้นที่ให้ทีมทดลองปรับวิธีทำงาน จะทำให้การเรียนรู้มีชีวิตมากขึ้น
เมื่อผู้นำแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่กิจกรรมเสริม พนักงานจะรับรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ได้รับการสนับสนุนจริง
เทรนนิ่งพนักงานที่ดี ช่วยลดภาระทางความคิด
งานจำนวนมากหนักไม่ใช่เพราะปริมาณ แต่เพราะความไม่ชัด เทรนนิ่งพนักงานที่ช่วยให้พนักงานคิดเป็นระบบ สื่อสารชัด และตัดสินใจได้ดีขึ้น จะช่วยลดภาระทางความคิดที่สะสมอยู่ในงานประจำวัน
เมื่อความชัดเพิ่มขึ้น งานจะไหลลื่นขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มแรงกดดัน และพนักงานจะมีพลังเหลือสำหรับการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แต่ต้องสม่ำเสมอ
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนมักเริ่มจากการปรับเล็ก ๆ อย่างสม่ำเสมอ เทรนนิ่งพนักงานที่ตั้งเป้าเปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน มักสร้างแรงต้านมากกว่าสร้างการเรียนรู้
เมื่อการพัฒนาเกิดขึ้นทีละขั้น พนักงานจะไม่รู้สึกว่าถูกกดดัน และการเปลี่ยนแปลงจะฝังอยู่ในพฤติกรรมอย่างเป็นธรรมชาติ
เทรนนิ่งพนักงานคือการลงทุนในวิธีทำงาน ไม่ใช่แค่ในทักษะ
สุดท้าย เทรนนิ่งพนักงานที่สร้างคุณค่าได้จริง ไม่ได้เพิ่มแค่ทักษะ แต่เปลี่ยนวิธีทำงานของคนทั้งทีม เมื่อพนักงานเข้าใจงานของตัวเอง ชัดเจนกับบทบาท และสื่อสารได้ดีขึ้น ผลลัพธ์ของงานจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
การลงทุนในเทรนนิ่งพนักงานจึงไม่ใช่ค่าใช้จ่ายระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนในระบบการทำงานขององค์กร
“เทรนนิ่งพนักงานที่ดี ไม่ได้ทำให้คนรู้มากขึ้นอย่างเดียว แต่ทำให้งานเดินได้ดีขึ้นทุกวัน”
หากองค์กรของคุณต้องการเทรนนิ่งพนักงานที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับงานจริง และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ The Blacksmith พร้อมร่วมออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับบริบทขององค์กรคุณ คลิกลงทะเบียน


