The Blacksmith_PRTR_Inhouse training

Inhouse training ที่เปลี่ยนวิธีทำงานได้จริง มักเริ่มจากการฟังมากกว่าการสอน

การอบรมภายในจำนวนมากเริ่มจากเนื้อหา ทั้งที่ปัญหาเริ่มจากการไม่เข้าใจกัน

หลายองค์กรจัด Inhouse training ด้วยความตั้งใจดี ต้องการพัฒนาคนให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำงานได้เร็วขึ้น หรือทำงานร่วมกันได้ราบรื่นขึ้น แต่สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ต้นตอของปัญหาจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการขาดทักษะ หากเกิดจากการไม่เข้าใจกันในรายละเอียดของงาน การตีความเป้าหมายที่ต่างกัน และการสื่อสารที่เร่งรีบจนข้อมูลสำคัญตกหล่น

เมื่อการอบรมเริ่มจากการกำหนดเนื้อหาที่คิดว่าจำเป็น โดยไม่ได้เริ่มจากการฟังว่าคนทำงานกำลังเจออะไรอยู่จริง Inhouse training จะกลายเป็นการสอนที่ถูกต้องแต่ไม่ตรงจุด ผู้เรียนอาจเข้าใจสิ่งที่เรียน แต่ไม่รู้ว่าจะนำไปใช้แก้ปัญหาใดในงานประจำวัน

การฟังคือจุดเริ่มต้นของ Inhouse training ที่มีความหมาย

Inhouse training ที่ได้ผลมักเริ่มจากการฟังมากกว่าการสอน ฟังว่าทีมกำลังติดขัดตรงไหน ฟังว่างานส่วนใดทำให้เกิดความสับสน ฟังว่าพฤติกรรมแบบใดถูกใช้ซ้ำจนกลายเป็นปัญหา และฟังว่าผู้เรียนคาดหวังการพัฒนาในเรื่องใดจริง ๆ

เมื่อการอบรมเริ่มจากการฟัง เนื้อหาจะไม่ลอยตัว แต่จะเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของผู้เรียนทันที ผู้เรียนจะรู้สึกว่าสิ่งที่กำลังเรียนไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเรื่องที่เขาเผชิญอยู่ทุกวัน การเรียนรู้จึงไม่ใช่การรับข้อมูลเพิ่ม แต่เป็นการจัดระเบียบความคิดและประสบการณ์ที่มีอยู่แล้ว

Inhouse training จะไม่เปลี่ยนพฤติกรรม หากไม่เปิดพื้นที่ให้สะท้อนงานจริง

พฤติกรรมการทำงานไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยการบอกว่าควรทำอะไร แต่เปลี่ยนได้เมื่อผู้เรียนได้ทบทวนว่าสิ่งที่ทำอยู่ส่งผลอย่างไรต่อผลงานของตัวเองและทีม Inhouse training ที่ดีจึงต้องเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนสะท้อนการทำงานของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด แต่เพื่อมองเห็นรูปแบบที่ควรปรับ

เมื่อผู้เรียนเริ่มเห็นว่าความล่าช้าเกิดจากการไม่สื่อสารตั้งแต่ต้น หรือความขัดแย้งเกิดจากการตีความที่ไม่ตรงกัน การเปลี่ยนพฤติกรรมจะเริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่จากแรงกดดัน และการเปลี่ยนที่เริ่มจากความเข้าใจจะมีโอกาสอยู่ได้นานกว่า

การสอนจะมีพลังมากขึ้น เมื่อถูกวางหลังการฟัง

Inhouse training ที่เน้นการสอนทันทีมักเจอข้อจำกัด เพราะผู้เรียนยังไม่เชื่อมโยงเนื้อหากับงานของตัวเอง แต่เมื่อการฟังและการสะท้อนเกิดขึ้นก่อน การสอนจะกลายเป็นคำตอบของคำถามที่ผู้เรียนมีอยู่แล้ว

เมื่อผู้เรียนรู้ว่าปัญหาของตัวเองคืออะไร ทักษะที่ถูกสอนจะไม่ใช่ความรู้ใหม่ที่ต้องจำ แต่เป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะของเขา การเรียนรู้จึงลึกขึ้น และพฤติกรรมใหม่จะเริ่มเกิดขึ้นโดยไม่ต้องบังคับ

Inhouse training จะยั่งยืนได้ เมื่อผู้นำฟังทีมอย่างจริงจัง

บทบาทของผู้นำมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จของ Inhouse training หากผู้นำไม่เปิดใจฟัง ไม่ตั้งคำถาม และไม่สะท้อนการทำงาน สิ่งที่เรียนจะไม่สามารถแทรกซึมเข้าสู่งานจริงได้ ผู้นำที่ฟังทีมอย่างจริงจังจะช่วยให้ทีมกล้าพูด กล้าสะท้อน และกล้าปรับพฤติกรรม

เมื่อผู้นำใช้การฟังเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่แค่การควบคุม การอบรมจะไม่จบลงที่ห้องเรียน แต่จะต่อเนื่องไปในทุกการประชุมและการทำงานประจำวัน การฟังจึงไม่ใช่ทักษะเสริม แต่เป็นรากของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

การฟังช่วยลดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากการทำงาน

หลายทีมทำงานหนักไม่ใช่เพราะงานยาก แต่เพราะมีขั้นตอนและพฤติกรรมที่ไม่จำเป็นสะสมอยู่ Inhouse training ที่เริ่มจากการฟังจะช่วยให้ทีมเห็นว่าสิ่งใดควรลด สิ่งใดควรหยุด และสิ่งใดควรทำให้ชัดขึ้น

เมื่อทีมเริ่มตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก งานจะไหลลื่นขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มแรงกดดัน และพนักงานจะรู้สึกว่าการอบรมช่วยให้ชีวิตการทำงานง่ายขึ้น ไม่ใช่ซับซ้อนขึ้น นี่คือผลลัพธ์ที่ Inhouse training ควรสร้างให้เกิด

สุดท้าย Inhouse training คือการสนทนา ไม่ใช่การถ่ายทอด

หัวใจของ Inhouse training ที่เปลี่ยนวิธีทำงานได้จริง ไม่ได้อยู่ที่จำนวนสไลด์หรือเทคนิคที่สอน แต่อยู่ที่คุณภาพของการสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างการอบรม การสนทนาที่เปิดกว้าง ชัดเจน และเชื่อมโยงกับงานจริง จะทำให้ผู้เรียนกลับไปทำงานด้วยมุมมองใหม่

เมื่อการอบรมกลายเป็นพื้นที่สนทนา การเรียนรู้จะไม่หยุดอยู่แค่วันเดียว แต่จะต่อเนื่องไปในรูปแบบของการฟัง การตั้งคำถาม และการสะท้อนงานในทุกวันทำงาน

“Inhouse training ที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการสอนเก่ง แต่เริ่มจากการฟังให้เข้าใจ”

หากองค์กรของคุณต้องการ Inhouse training ที่เริ่มจากการฟัง เข้าใจงานจริง และเปลี่ยนพฤติกรรมของทีมอย่างยั่งยืน The Blacksmith พร้อมร่วมออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับบริบทขององค์กรคุณอย่างแท้จริง คลิกลงทะเบียน

Scroll to Top