ความท้าทายของ Inhouse training ไม่ได้อยู่ในวันอบรม แต่อยู่หลังจากนั้น
หลายองค์กรลงทุนกับ Inhouse training อย่างต่อเนื่อง หวังให้ทีมเก่งขึ้น ทำงานคล่องขึ้น และร่วมมือกันดีขึ้น แต่ปัญหาที่พบซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ พอจบคลาส ทุกอย่างก็ค่อย ๆ หายไป
– ผู้เรียนจดความรู้เต็มสมุด แต่ไม่ได้นำไปใช้จริง
– บรรยากาศในคลาสเต็มไปด้วยไอเดีย แต่กลับไม่เกิดการทดลองในงาน
– ความตั้งใจในวันอบรมค่อย ๆ เลือนลงเมื่อกลับมาสู่ความจริงของงานประจำ
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความรู้ไม่สามารถเติบโตได้ในพื้นที่ที่ไม่มีระบบรองรับ Inhouse training จะไม่มีทางเกิดผล หากยังถูกมองว่าเป็นกิจกรรมแบบ “มาครั้งเดียวแล้วควรได้ผล” ทั้งที่ความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต้องอาศัยเวลา ความตั้งใจ และโครงสร้างสนับสนุนที่ชัดเจน
“ปัญหาไม่ใช่คอร์สไม่ดี แต่เพราะองค์กรไม่ได้เตรียมพื้นที่ให้ความรู้เติบโตหลังจบคลาส”
ความรู้ใหม่จะค่อย ๆ หายไป หากไม่มีระบบเตือนให้กลับมาใช้
การเรียนรู้ของผู้ใหญ่มีข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่ง คือความจำระยะสั้นจะคงอยู่เพียงช่วงเวลาจำกัด หากไม่ได้ถูกนำไปใช้ ความรู้จะเริ่มจางลงอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าคอร์สจะดีแค่ไหน หากผู้เรียนกลับไปเจองานเดิม ระบบเดิม วิธีคิดเดิม ความรู้ใหม่ก็จะกลายเป็นความทรงจำชั่วคราว
– การไม่มีเวลาทดลอง
– การไม่มีพื้นที่ให้สะท้อน
– การไม่มีใครถามต่อว่าได้นำไปใช้อย่างไร
สิ่งเหล่านี้ทำให้ความรู้ค่อย ๆ จมหายไปทีละน้อย ระบบต่อยอดหลังคลาสจึงสำคัญไม่แพ้เนื้อหา เพราะทำหน้าที่เหมือน “สะพาน” ที่เชื่อมวันอบรมกับโลกของงานจริง และหากไม่มีสะพานนี้ ความรู้ก็จะไม่สามารถข้ามไปเป็นพฤติกรรมใหม่ได้เลย
Inhouse training จะเกิดผล เมื่อผู้นำให้ความสำคัญกับการนำไปใช้จริง
อีกเหตุผลที่่ Inhouse training มักสูญเปล่า คือผู้นำไม่ได้เข้ามามีบทบาทหลังจบคลาส ผู้เรียนบางคนอยากลองสิ่งใหม่ แต่กลัวผิด
– บางคนอยากปรับวิธีทำงาน แต่ไม่รู้ว่าผู้นำจะยอมรับหรือไม่
– บางคนอยากแชร์สิ่งที่เรียน แต่ไม่มีใครตั้งคำถามต่อ
เมื่อผู้นำไม่ส่งสัญญาณว่าการเรียนรู้สำคัญ ทีมก็จะกลับไปทำแบบเดิมโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อผู้นำถามว่า “สิ่งที่คุณเรียนมา มีอะไรช่วยทีมได้บ้าง” หรือ “มีอะไรอยากลองทำใหม่ในสัปดาห์นี้หรือไม่” บรรยากาศของการพัฒนาเองก็จะเกิดขึ้นทันที
ผู้นำไม่จำเป็นต้องรู้เนื้อหาทั้งหมดของคอร์ส แต่ต้องเป็นคนที่เปิดพื้นที่ให้ทีมได้ทดลองและเติบโต
“บทบาทผู้นำหลังการเทรนสำคัญกว่าการนั่งฟังในคลาสหลายเท่า”
การสะท้อนร่วมกันคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง
องค์กรที่มีระบบสะท้อนหลังการเทรนมักเห็นผลเร็วกว่าที่อื่น เพราะการสะท้อนช่วยให้ความรู้ไม่กลายเป็นเพียงแนวคิด แต่กลายเป็นการตั้งคำถามกับงานจริงว่า
– อะไรทำได้ดีขึ้น
– อะไรยังติดขัด
– อะไรควรลองใหม่
การสะท้อนแบบทีมยังช่วยให้ทุกคนเรียนรู้จากกันและกัน ทำให้ประเด็นหนึ่งกลายเป็นมุมมองที่หลากหลาย ระบบนี้ทำให้ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเก่งขึ้นคนเดียว แต่เติบโตไปพร้อมกันทั้งทีม ความต่อเนื่องของการสะท้อนเป็นจุดที่ทำให้ความรู้ใหม่เชื่อมกับงานจริงได้มากที่สุด
การทดลองเล็ก ๆ ทำให้ความรู้ใหม่กลายเป็นนิสัยการทำงาน
พฤติกรรมใหม่ไม่เกิดจากการตั้งใจใหญ่โต แต่เริ่มจากการลองทำสิ่งเล็ก ๆ ที่สามารถควบคุมได้ Inhouse training จะค่อย ๆ แสดงผลเมื่อผู้เรียนได้ทดลองเปลี่ยนวิธีคิดหรือพฤติกรรมหนึ่งอย่างในงานประจำวัน เช่น
– การตั้งคำถามให้ชัดก่อนประชุม
– การฟังทีมให้จบก่อนออกความคิดเห็น
– การเช็คความเข้าใจหลังสื่อสารเรื่องสำคัญ
– การจด reflection หลังปิดโปรเจค
การทดลองเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้ความรู้ใหม่ไม่สูญหาย และเมื่อทำซ้ำบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นนิสัยการทำงานที่ช่วยให้ทีมเติบโตอย่างต่อเนื่อง องค์กรที่เข้าใจกลไกนี้จะไม่เร่งให้คนเปลี่ยนในทันที แต่สร้างเงื่อนไขให้การเปลี่ยนแปลงค่อย ๆ เกิดขึ้นจนกลายเป็นวัฒนธรรม
ระบบต่อยอดหลังการเทรนคือสิ่งที่ทำให้การเรียนรู้ไม่หยุดที่ห้องอบรม
การเทรนไม่ควรเป็นกิจกรรมครั้งเดียว แต่คือระบบที่ต่อเนื่อง ถ้าองค์กรไม่มีวงจรต่อยอด เช่น การโค้ช การบ้าน การแชร์ หรือการติดตามผล การเทรนจะไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้
แต่เมื่อองค์กรสร้างวงจรการเรียนรู้ที่ชัดเจน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความรู้ยังคงอยู่ ทีมยังคงสนทนา พฤติกรรมยังคงเปลี่ยน ผลลัพธ์ยังคงขยับ
นี่คือเหตุผลที่องค์กรที่ประสบความสำเร็จด้านการพัฒนาคน มักให้ความสำคัญกับ “ระบบหลังคลาส” มากกว่าตัวคลาสเอง เพราะคลาสให้ความรู้ แต่ระบบคือสิ่งที่ทำให้ความรู้นั้นมีชีวิตจริงในองค์กร
สุดท้าย Inhouse training ที่ดี ต้องไม่จบลงในวันเทรน
ถ้าความรู้หายไปเมื่อปิดประตูห้องอบรม นั่นแปลว่าการเทรนยังไม่เริ่มต้นจริง ๆ Inhouse training ที่มีคุณค่า คือการเริ่มต้นบทสนทนาใหม่ในการทำงาน
ทำให้ทีมตั้งคำถามมากขึ้น ทำให้ผู้นำฟังมากขึ้น ทำให้ทุกคนมองเป้าหมายร่วมกันชัดขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เมื่อองค์กรมีระบบรองรับ เช่น การติดตาม การสะท้อน การทดลอง และการสนับสนุนจากผู้นำ การเทรนไม่ใช่เหตุการณ์ แต่คือเส้นทาง และเส้นทางนี้ต้องอาศัยระบบที่ทำให้ความรู้กลายเป็นพฤติกรรมจริง ไม่ใช่เพียงความทรงจำในคลาส
หากองค์กรของคุณต้องการ Inhouse training ที่ไม่จบในห้องอบรม แต่ต่อยอดสู่พฤติกรรมจริงในงาน The Blacksmith พร้อมออกแบบระบบการเรียนรู้หลังคลาสที่ช่วยให้ทีมเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน คลิกลงทะเบียน


