ทำไม Corporate training จำนวนมากจึงไม่สร้างผลลัพธ์
ทุกองค์กรต่างทุ่มงบประมาณเพื่อฝึกอบรมบุคลากร หวังว่าจะทำให้ทีมแข็งแรงขึ้น เก่งขึ้น หรือพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป หลายองค์กรกลับพบว่าความรู้ที่ส่งมอบไป กลายเป็นเพียง “สิ่งที่ผู้เรียนจำได้” ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนวิธีคิดหรือพฤติกรรมของเขาในงานจริง
นี่คือความจริงข้อหนึ่งที่หลายองค์กรเริ่มยอมรับ การอบรมที่ดีอาจไม่ได้วัดจากความสนุกของคลาส หรือความประทับใจในเนื้อหา แต่ต้องวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นในหน้างานจริง การที่คนจำสิ่งที่เรียนได้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะนำไปใช้ได้ และการที่คนรู้วิธีใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเปลี่ยนวิธีทำงานของตัวเอง
องค์กรที่ต้องการให้ Corporate training เกิดผลจริง จึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการ “ให้ความรู้” เป็นการ “สร้างความเปลี่ยนแปลง”
“Corporate training ที่ได้ผลไม่ใช่คอร์สที่ทำให้ผู้เรียนเก่งขึ้น แต่คือคอร์สที่ทำให้งานดีขึ้น”
ความรู้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่เป้าหมาย
ความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ การคิดว่าความรู้มากขึ้นจะทำให้คนทำงานเก่งขึ้นเสมอ แต่ในความเป็นจริง ความรู้เป็นเพียงวัตถุดิบ การจะเปลี่ยนเป็นทักษะ ต้องผ่านการทดลอง ใช้จริง ผิดพลาด และสะท้อนกลับ
องค์กรจำนวนมากมักตั้งความหวังไว้สูงกับเนื้อหาของคอร์ส โดยเชื่อว่าถ้าคอร์สดีพอ ผลลัพธ์ก็จะดีตามไปด้วย แต่ในมุมของการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ การเข้าใจเนื้อหาไม่เท่ากับการทำได้จริง
สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ พนักงานเข้าอบรม เรียนรู้เต็มที่ มีความตั้งใจ แต่เมื่อกลับไปเจอแรงกดดันจากงานจริง เจอวิธีทำงานเดิม เจอระบบเดิม ความรู้ใหม่ที่ได้มาก็ถูกกลืนไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันได้ใช้
ความรู้ที่ไม่ถูกนำไปใช้ จะเลือนหายอย่างรวดเร็ว และสิ่งที่เหลืออยู่คือความรู้สึกว่า “เราเคยเรียนสิ่งนี้” แต่ไม่สามารถเปลี่ยนมันให้เป็นผลงานจริง
อุปสรรคที่ทำให้ความรู้ไม่ถูกนำไปใช้
เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ Corporate training ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
บางครั้งเป็นเพราะงานจริงไม่ได้เอื้อต่อวิธีการใหม่ที่เรียนมา ความเร่งรีบในงานประจำ ความคุ้นเคยกับวิธีเดิม หรือการขาดแรงสนับสนุนจากผู้นำในทีม ทำให้สิ่งที่เรียนมาไม่สามารถเกิดขึ้นเป็นพฤติกรรมในชีวิตจริง
บางครั้งพนักงานรู้ว่าควรทำอะไร แต่ไม่ได้รับโอกาสให้ลอง หรือรู้สึกไม่มั่นใจมากพอที่จะทดลองสิ่งใหม่ พวกเขาจึงกลับไปทำแบบเดิม เพราะแบบเดิมปลอดภัยกว่า และบ่อยครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้เรียน แต่อยู่ที่ระบบในองค์กรที่ไม่ได้ออกแบบให้การเรียนรู้ “เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังการอบรม”
Corporate training จะไม่มีทางได้ผล ถ้าปล่อยให้ความรู้จบลงในห้องเรียนโดยไม่มีระบบรองรับในหน้างานจริง
“การอบรมที่ดีต้องมีพื้นที่ให้ความรู้เติบโต ไม่ใช่พื้นที่ให้มันถูกลืม”
สิ่งที่องค์กรควรมองหา คือการเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ใช่เปลี่ยนเนื้อหา
เมื่อพูดถึงการออกแบบ Corporate training หลายองค์กรให้ความสำคัญกับเนื้อหาเป็นหลัก ว่าตรงกับเทรนด์ไหม เข้มข้นพอหรือไม่ มีเทคนิคใหม่ไหม แต่แท้จริงแล้ว คำถามสำคัญกว่านั้นคือ “คอร์สนี้จะเปลี่ยนพฤติกรรมของทีมได้อย่างไร”
การเปลี่ยนพฤติกรรม ต้องเริ่มจากการทำให้ผู้เรียนเข้าใจบริบทของตัวเอง เข้าใจปัญหาที่แท้จริง และเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับเป้าหมายของงาน
Corporate training ที่เน้นพฤติกรรม จะไม่สอนแบบ “จำแล้วทำตาม” แต่จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจหลักคิด วิธีมองปัญหา และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่ต้องทำ เพราะเมื่อเข้าใจเหตุผล พวกเขาจะอยากทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่ทำเพราะถูกบังคับ
ผู้นำคือผู้กำหนดว่า Corporate training จะได้ผลหรือไม่
บทบาทของผู้นำสำคัญกว่าหลักสูตรใด ๆ เพราะพฤติกรรมของทีมจะไม่เปลี่ยน หากผู้นำยังทำแบบเดิม
ผู้นำที่สนับสนุนการเรียนรู้ จะถามผู้เรียนหลังอบรมว่า “สิ่งที่เรียนมานำมาใช้ตรงไหนได้บ้าง” ผู้นำที่ไม่สนใจ จะถามเพียงว่า “จบอบรมแล้วใช่ไหม” การสนับสนุนของผู้นำอาจอยู่ในรูปแบบของการให้เวลาทีมทดลองสิ่งใหม่ การเปิดพื้นที่ให้พูดถึงสิ่งที่เรียน หรือการให้ feedback ที่ช่วยเสริมการเติบโต
เมื่อผู้นำแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้มีคุณค่าจริง พนักงานจะเริ่มให้ความสำคัญด้วย
สิ่งที่ทำให้ Corporate training เกิดผลจริง คือระบบที่ต่อยอดหลังคลาส
ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่อบรม แต่เกิดขึ้นหลังจากนั้น การมีระบบการติดตาม การ coach รายบุคคล การพูดคุยทบทวนในทีม หรือการแชร์ตัวอย่างการนำไปใช้ ล้วนช่วยทำให้ความรู้มีชีวิตในงานจริง
เมื่อองค์กรสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้พูดถึงสิ่งที่เรียน และให้พื้นที่ทดลองความคิดใหม่ พฤติกรรมจะเริ่มขยับทีละนิด และผลลัพธ์ในงานจะเริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย Corporate training จึงไม่ควรเป็น “กิจกรรมช่วงเวลา” แต่เป็น “วงจรการเรียนรู้” ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนกลายเป็นนิสัยขององค์กร
สุดท้าย Corporate training ที่ดี ต้องให้คำตอบกับคำถามว่า “งานจะดีขึ้นอย่างไร”
หัวใจของการอบรมที่ได้ผลไม่ใช่ความสวยงามของเนื้อหา แต่คือการเชื่อมโยงอย่างชัดเจนระหว่างสิ่งที่เรียนกับงานจริง
เมื่อผู้เรียนเห็นว่าสิ่งที่เรียนช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้น ลดปัญหา ลดความขัดแย้ง หรือเพิ่มคุณภาพของผลลัพธ์ พวกเขาจะมีแรงขับในการลงมือทำโดยไม่ต้องให้ใครบอก
Corporate training ที่ดีจึงไม่ใช่คอร์สที่ทำให้ผู้เรียนพูดว่า “สนุกมาก” แต่ต้องทำให้ผู้เรียนพูดว่า “สิ่งนี้ทำให้ฉันทำงานได้ดีขึ้น” และนี่คือความหมายของการลงทุนด้านพัฒนาคนอย่างแท้จริง
หากองค์กรของคุณต้องการ Corporate training ที่เปลี่ยนจากความรู้ไปเป็นผลลัพธ์จริงในงาน The Blacksmith พร้อมออกแบบโปรแกรมที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมและพัฒนาคนอย่างยั่งยืนในทุกระดับ คลิกลงทะเบียน


