ภาวะผู้นำ reverse mentoring gen z leadership development Thailand by The Blacksmith

ภาวะผู้นำยุคใหม่: เมื่อต้องเรียนรู้จากพนักงานที่อายุน้อยกว่า

ภาวะผู้นำยุคใหม่: เมื่อต้องเรียนรู้จากพนักงานที่อายุน้อยกว่า

ผู้บริหารอายุห้าสิบปี ที่มีประสบการณ์ผลัดสลับกับ Gen Z ประมาณ 5 ปี นั่งในห้องประชุม ฟังพนักงานอายุ 26 ปีของตัวเองอธิบายเกี่ยวกับ “วิธีการสร้าง Social Media Strategy สำหรับ Brand Awareness” สิ่งที่ผู้บริหารคิดว่าตัวเองรู้ ปรากฎว่าเขาไม่รู้เลยสักนิด ความเข้าใจเกี่ยวกับยุคนี้กลับเป็นของเด็กสาวไม่กี่คนที่นั่ง

ผู้บริหารนั่นใช้จ่ายงบประมาณส่วนใหญ่ไปกับวิธีโฆษณาแบบเก่า โทรทัศน์ วิทยุ แผ่นป้าย ขณะที่พนักงาน Gen Z บอก “ในยุคนี้ ทุกคนอยู่บน TikTok Instagram Reels ลองสร้างเนื้อหาบนสื่อเหล่านี้ดูหรือ” ผู้บริหารคนนั้นอยากจะโต้แย้ง อยากจะพูดว่า “ตัวเองรู้การตลาดดี” แต่คำพูดที่ออกมาจริงคือ “นี่ฉันอยากเรียนรู้เรื่องนี้จากเธอ” และสัก 3 เดือนต่อมา ผู้บริหารนั่นกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญใน TikTok Marketing เบื้องต้น

นี่คือตัวอย่างของ Reverse Mentoring ที่ได้ผล เมื่อผู้บริหารที่มีอายุและประสบการณ์มากขึ้นยินดีเรียนรู้จากผู้ที่อายุน้อย ประสบการณ์น้อยกว่า แต่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่โลกต้องการ

ความแตกต่างระหว่าง Gen X/Boomer Managers กับ Gen Z Employees

ยุคนี้มี Generation Divide ที่ชัดเจนมากในองค์กร ผู้บริหารส่วนใหญ่เป็น Gen X หรือ Boomer ผู้ที่เติบโตมาพร้อมกับแนวคิด “เคารพลำดับชั้น การทำงานหนักคือเรื่องของการอุตสาหะ ระบบลำดับชั้นเป็นระบบธรรมชาติ” ขณะที่ Gen Z เข้ามาในองค์กร พวกเขาถามคำถามแบบ “ทำไมต้องทำแบบนี้ มีวิธีอื่นที่ดีกว่าไหม ทำไมต้องนั่งทำงาน 8-9 ชั่วโมง ทุกวัน”

ผู้บริหาร Gen X บ่อยครั้งคิดว่า “Gen Z เหล่านี้ไม่มี Passion สม่ำเสมอ ไม่ยอมทำงาน ต้องการ Work-Life Balance มากจนเกินไป” ขณะที่ Gen Z คิด “ผู้บริหารเก่านี้ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการคิดอย่างใหม่ วิธีคิดเก่า”

ความตึงเครียดนี้ ถ้าไม่บริหารให้เหมาะสม ก่อให้เกิด Conflict ใหญ่ในองค์กร ระหว่างเก่าและใหม่ ระหว่างผู้บริหารและฝูงชน ด้านหนึ่ง ผู้บริหารขาดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี Social Media Digital Trends ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของ Gen Z ด้านอื่น Gen Z ขาด Wisdom และความเข้าใจเกี่ยวกับการนำองค์กร หากสร้าง Mentoring แบบดั้งเดิม (ผู้บริหารสอน) จะไม่แก้ปัญหานี้

Reverse Mentoring คืออะไร

Multi-generational mentoring session between young and senior professionals

Reverse Mentoring เป็นแนวคิดที่ผู้มีประสบการณ์นานเรียนรู้จากผู้มีความรู้ด้านใหม่ๆ ตรงข้ามกับแบบดั้งเดิมที่ผู้บริหารเป็นผู้สอนและพนักงานเป็นผู้เรียน

แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สุดๆ Jack Welch ผู้บริหารของ General Electric ตั้งแต่ยุค 1990 ตรวจเห็นความสำคัญของมัน ผู้บริหาร Gen X ของเขาต้องเรียนรู้วิธีใหม่ของยุคคอมพิวเตอร์ Welch จึงจัด Program ที่เรียกว่า “Reverse Mentoring” ให้พนักงาน Junior ที่มีความรู้เรื่อง Digitalization สอนผู้บริหาร เกี่ยวกับวิธีใหม่ Program นี้ประสบความสำเร็จ และนับตั้งแต่นั้นมา องค์กรต่างๆ ก็เริ่มนำแนวคิดนี้มาใช้

ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับ Reverse Mentoring คือ “มันเป็นเรื่องของการปล่อยให้คนหนุ่มสาวสอนคนแก่” นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง Reverse Mentoring ไม่ใช่การ “กลับตำแหน่ง” หรือ “ย้าย Authority” มันเป็นแนวคิดของการเรียนรู้ข้ามขอบเขต มันแสดงให้เห็นว่าความรู้มีหลายรูปแบบ และประสบการณ์นานไม่ได้เท่ากับการรู้ทุกอย่าง

ภาวะผู้นำแท้จริงต้องรู้จักการเรียนรู้

ภาวะผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องของการรู้ทุกอย่าง แต่คือการรู้ว่าตัวเองยังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีก เมื่อผู้บริหาร Gen X ยอมรับว่า “ตัวเองไม่เข้าใจ Digital Marketing และอยากเรียนรู้” จากพนักงาน Gen Z สิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างรากฐาน

🚀 พัฒนาทีมผู้นำของคุณกับ The Blacksmith

Corporate Training ด้าน Leadership, EQ และ Soft Skills — ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรไทย

→ ขอข้อมูลหลักสูตรฟรี

ประการแรก ความสัมพันธ์ระหว่าง Manager และพนักงาน ก็เปลี่ยนไป Hierarchy ไม่เด่นเท่าเดิม ความรู้สึก “ผู้บริหารเป็นมนุษย์” เพิ่มขึ้น พนักงานก็รู้สึกว่าความคิดเห็นของตัวเองมีค่า

ประการที่สอง วิธีที่ผู้บริหารสั่งการก็เปลี่ยน ถ้าผู้บริหาร “ยืนกรานแนวคิดเก่า” หลังจากที่เรียนรู้มาแล้ว พนักงาน Gen Z ต้องการรู้เหตุผล “ทำไม” ไม่ใช่เพียงแค่ “เพราะผู้บริหารกล่าวว่า” หลายครั้ง เหตุผลที่ผู้บริหารยืนหนึ่งเป็นเพราะ Strategy ระยะยาว หรือข้อจำกัดที่พนักงานไม่เห็น พนักงาน Gen Z มักให้ความเชื่อถือกับผู้บริหารที่เข้าใจโลกใหม่ มากกว่าผู้บริหารที่ยืนกรานเพียงเพราะ Authority

ประการที่สาม ภาวะผู้นำคือการเป็นแบบอย่าง ถ้าผู้บริหารยอมเรียนรู้จากผู้ที่อายุน้อยกว่า ทีมอื่นๆ ก็ได้เห็นว่าการเรียนรู้ต่อเนื่องเป็นค่านิยมขององค์กร ไม่ใช่เรื่องของระดับชั้น มันสื่อสารว่าสติปัญญาอยู่ที่ไหน เราไปเรียนรู้จากที่นั่น

ตัวอย่างองค์กรที่ Reverse Mentoring สำเร็จ

Microsoft เมื่อปี 2019 จัด Reverse Mentoring Program ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ให้ Senior Leaders เรียนรู้จาก Junior Employees แต่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ Senior Leaders เรียนรู้เกี่ยวกับ Modern Workplace, Remote Work Culture และ Digital Tools ส่วน Junior Employees ได้ทักษะผู้บริหาร, วิธี Decision Making และวิธี Negotiation ผลลัพธ์คือพนักงาน Retention เพิ่มขึ้น 15% และ Engagement Score ขึ้นไป

Cisco จัด Reverse Mentoring Program โดยเน้นเป็นพิเศษกับ Diversity and Inclusion ผู้บริหาร (ส่วนใหญ่เป็น White Male) เรียนรู้จากพนักงาน Diverse เกี่ยวกับ Unconscious Bias, Cultural Perspectives และ Inclusion Practices Program นี้ทำให้ Leadership ขององค์กร Inclusive มากขึ้น และตัดสินใจโดยคำนึงถึงหลายมุมมองมากขึ้น

Unilever บริษัทอาหารและสินค้าบริโภค ใช้ Reverse Mentoring เพื่อให้ Senior Leaders เรียนรู้เกี่ยวกับ Social Media Marketing, E-commerce Strategy และ Gen Z Consumer Behavior ผลลัพธ์คือการ Pivot ไปสู่ Digital-First Strategy ซึ่งก่อให้เกิด Revenue Growth ในแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีมูลค่าสูง

วิธีเริ่ม Reverse Mentoring Program ในองค์กร

ขั้นแรก ต้องเลือก Topic ที่เหมาะสม Reverse Mentoring ไม่ใช่เรื่องทั่วไป แต่ใช้กับหัวข้อเฉพาะที่ Senior Leaders ขาดความรู้และ Junior Employees มีความเชี่ยวชาญ ตัวอย่างเช่น Digital Marketing, Social Media Strategy, Workplace Technology, Gen Z Consumer Insight และ Sustainability Practices

ขั้นที่สอง ต้องเลือก Mentor และ Mentee ด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช่จับคู่สุ่มๆ ต้องมีความสนใจร่วมกันและ Chemistry ที่ดีระหว่างสองคน Mentor ต้องเป็นคนที่อยากสอนจริงๆ ไม่ใช่คนที่ถูกบังคับให้รับบทบาทนี้ Mentee ต้องเป็นคนที่เปิดใจต่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คนที่กลัวว่าจะดูแปลกหากต้องเรียนจากคนที่อายุน้อยกว่า

ขั้นที่สาม ต้องกำหนด Structure และ Timeline อย่างชัดเจน Reverse Mentoring ต้องมีความชัดเจน ทำได้ในช่วงเวลาไหน บ่อยแค่ไหน แต่ละครั้งกี่นาที เป้าหมายคืออะไร ตัวอย่างเช่น “ทุกสัปดาห์ 1 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 เดือน เป้าหมายคือให้ Mentee เข้าใจ TikTok Marketing Strategy”

ขั้นที่สี่ ต้องให้ Support ที่เหมาะสม องค์กรต้องจัดเตรียม Training Guide สำหรับ Mentor (ไม่ใช่ทุกคนรู้ว่าจะสอนอย่างไร), Resources ที่ Mentor สามารถใช้ (เช่น Tools, Case Study, Articles) และ Feedback ระหว่างการทำ (ไม่ใช่เพียงแค่รอดูผลตอนจบ)

ขั้นที่ห้า ต้อง Celebrate Success สำคัญที่ต้องบอกให้ชัดเจนว่า Reverse Mentoring นี้สำเร็จแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่จบแล้วเงียบหาย อาจให้ Mentor ระบุ Achievement ใน Performance Review หรือเชิญให้ Share Learning ต่อองค์กร ความรู้สึกว่างานของตัวเองมีค่าจะทำให้ Mentor อยากทำต่อ

ความจริงเกี่ยวกับ Reverse Mentoring

Reverse Mentoring ไม่ใช่เรื่องของการลดบทบาท Leadership ผู้บริหารยังคงมี Authority และ Responsibility ยังคงต้องตัดสินใจและให้เหตุผล Reverse Mentoring คือการที่ผู้บริหารตัดสินใจบนพื้นฐานความรู้ที่กว้างขึ้น ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าใคร

Reverse Mentoring ที่สำเร็จต้องอาศัยความอ่อนไหวทั้งสองฝ่าย ผู้บริหารต้องไม่อับอายที่จะถาม Mentor ต้องยอมรับว่าผู้บริหารกำลังเรียนรู้และไม่ดูถูก ขณะเดียวกัน ผู้บริหารต้องเคารพความรู้และความเห็นของ Mentor อย่างจริงใจ ไม่ใช่เพียงแค่ทำเป็นรับฟัง

ความสำเร็จของแนวคิดนี้คือองค์กรที่ถ่อมตัว ยอมรับว่าในยุคที่เปลี่ยนแปลงเร็วเช่นนี้ ทุกคนต้องเรียนรู้ต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะผู้บริหาร แต่ทั้งองค์กร ขณะเดียวกัน พนักงาน Gen Z ต้องยอมรับว่าผู้บริหารมีความรู้และประสบการณ์ที่ตัวเองยังไม่มี ความสมดุลนี้คือที่มาของ Reverse Mentoring ที่ได้ผลจริง


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: Reverse Mentoring จะทำให้ Authority ของผู้บริหารลดลงไหม?

A: ไม่ Authority มาจาก “ความสามารถตัดสินใจ ไม่ใช่การรู้ทั้งหมด” ผู้บริหารที่ยอมเรียนรู้ และตัดสินใจบนพื้นฐาน “ความรู้ที่ดีขึ้น” มักจะ “น่าเชื่อถือ” มากกว่าผู้บริหารที่ “ปฏิเสธการเรียนรู้” และตัดสินใจบน “ความคิดเก่า”

Q: ถ้า Mentor และ Mentee มีความเห็นต่างขาด ควรทำอย่างไร?

A: นั่นเป็นข้อดี Reverse Mentoring ต้องมี Dialogue ถ้า Mentee ไม่เห็นด้วย “อภิปรายอย่างสร้างสรรค์” เพื่อให้เข้าใจวิธีคิดต่างกัน นี่เป็นโอกาส “เรียนรู้” ไม่ใช่ “ทำให้พ่ายแพ้”

Q: ควร Reverse Mentoring ให้ครอบคลุมองค์กรทั้งหมดหรือเฉพาะกลุ่มเดียว?

A: ดีที่สุดคือ “เริ่มจาก Pilot” โดยเลือก “กลุ่มผู้บริหาร” ที่มีความเปิดใจ แล้วค่อยขยาย ถ้าขยายไปทั้งองค์กรเพียงพอ อาจจะมี “Resistance” ผู้บริหารอื่นบ่าน “ทำไมต้องเรียนจากคนหนุ่มสาว”

Q: Reverse Mentoring แตกต่างจาก Peer Learning อย่างไร?

A: Peer Learning คือ “การเรียนรู้ระหว่างคนที่ระดับเดียวกัน” Reverse Mentoring คือ “การเรียนรู้ข้ามระดับ” ถ้า Senior ทั้งสองเรียนรู้จากกันเอง คือ Peer Learning แต่ Senior และ Junior ทำแบบนี้ คือ Reverse Mentoring

Q: ทรรมชาติของการเรียนรู้นี้ส่งผลต่อ Engagement อย่างไร?

A: ผลลัพธ์มักเป็นบวก พนักงาน (โดยเฉพาะ Gen Z) รู้สึกว่า “ความเห็นของตัวเองมีค่า องค์กรเปิดใจต่อข้อมูลจากทุก Level” นี้ทำให้ Engagement เพิ่มขึ้น และ Retention ดีขึ้น


พัฒนาภาวะผู้นำของทีมของคุณกับ The Blacksmith

Corporate Training ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับองค์กรไทย ทำให้ผู้บริหารสามารถเรียนรู้ และนำทีมด้วยการเปิดใจต่อการเปลี่ยนแปลง และสร้าง “Reverse Mentoring Culture” ในองค์กร

→ ขอ Proposal ฟรี

Scroll to Top