ปัญหาของเทรนนิ่งพนักงาน ไม่ได้อยู่ที่คนไม่ทำตาม แต่อยู่ที่คนยังคิดแบบเดิม
หลายองค์กรคาดหวังว่าเทรนนิ่งพนักงานจะทำให้คนทำงานเปลี่ยนพฤติกรรม แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือพนักงานเข้าใจสิ่งที่เรียน เห็นด้วยกับแนวคิดใหม่ แต่เมื่อกลับไปทำงานจริง ทุกอย่างกลับเหมือนเดิม พฤติกรรมเดิมยังคงถูกใช้ เพราะวิธีคิดเดิมยังไม่ถูกแตะต้อง
การเปลี่ยนพฤติกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากวิธีมองงาน วิธีมองปัญหา และวิธีมองบทบาทของตัวเองยังเหมือนเดิม เทรนนิ่งพนักงานที่มุ่งสอนทักษะโดยไม่เปลี่ยนกรอบคิด จึงมักให้ผลเพียงชั่วคราว
พฤติกรรมในการทำงาน คือผลลัพธ์ของวิธีคิดที่สะสมมานาน
วิธีทำงานของพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นผลจากวิธีคิดที่ถูกหล่อหลอมมาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา วิธีรับมือกับความกดดัน วิธีสื่อสารกับผู้อื่น และวิธีตัดสินใจ ล้วนสะท้อนกรอบคิดที่ใช้ซ้ำมานาน
เทรนนิ่งพนักงานที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง จึงต้องเริ่มจากการทำให้พนักงานมองเห็นกรอบคิดของตัวเองอย่างชัดเจน เมื่อพนักงานเริ่มตระหนักว่าวิธีคิดบางอย่างกำลังจำกัดการทำงาน การเปิดรับแนวคิดใหม่จะเกิดขึ้นเอง
การเรียนรู้จะไม่ลึก หากไม่ชวนตั้งคำถามกับสิ่งที่คุ้นเคย
พนักงานจำนวนมากทำงานด้วยวิธีที่คุ้นเคยจนกลายเป็นอัตโนมัติ เทรนนิ่งพนักงานที่เน้นการสอนโดยไม่ตั้งคำถามกับวิธีทำงานเดิม จะไม่สามารถดึงการเรียนรู้ที่แท้จริงออกมาได้
การชวนตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำอยู่ เช่น ทำไมถึงตัดสินใจแบบนี้ ทำไมถึงเลือกสื่อสารในลักษณะนี้ หรือทำไมปัญหานี้ถึงเกิดซ้ำ จะช่วยให้พนักงานเริ่มเห็นทางเลือกใหม่ เมื่อวิธีคิดเริ่มเปลี่ยน พฤติกรรมจะค่อย ๆ เปลี่ยนตามมา
เทรนนิ่งพนักงานที่ดี ไม่บอกว่าควรคิดอย่างไร แต่เปิดพื้นที่ให้คิดเอง
การเปลี่ยนกรอบคิดไม่สามารถเกิดจากการบอกหรือสั่ง แต่เกิดจากการที่พนักงานได้คิดและเชื่อมโยงด้วยตัวเอง เทรนนิ่งพนักงานที่เน้นการถ่ายทอดคำตอบ จะทำให้พนักงานจดจำ แต่ไม่เปลี่ยน
ในทางกลับกัน การออกแบบการเรียนรู้ที่เปิดพื้นที่ให้พนักงานได้สะท้อนประสบการณ์ แลกเปลี่ยนมุมมอง และทบทวนการทำงานของตัวเอง จะช่วยให้การเรียนรู้ฝังอยู่ในความคิด เมื่อความเข้าใจเกิดจากภายใน การเปลี่ยนแปลงจะยั่งยืนกว่า
การเปลี่ยนวิธีคิด ช่วยลดแรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลง
แรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลงมักไม่ได้เกิดจากความดื้อ แต่เกิดจากความไม่เข้าใจ เมื่อพนักงานไม่เห็นเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง หรือไม่เข้าใจผลกระทบกับงานของตัวเอง การป้องกันตัวเองจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
เทรนนิ่งพนักงานที่ช่วยให้พนักงานเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลง และมองเห็นผลกระทบเชิงบวกต่อการทำงาน จะช่วยลดแรงต้านและเพิ่มความร่วมมือ การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ถูกมองเป็นภัย แต่เป็นโอกาสในการทำงานให้ดีขึ้น
เทรนนิ่งพนักงานต้องเชื่อมโยงกรอบคิดกับการตัดสินใจในงานจริง
การเปลี่ยนกรอบคิดจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อพนักงานนำไปใช้กับการตัดสินใจในชีวิตการทำงาน เทรนนิ่งพนักงานที่แยกแนวคิดออกจากสถานการณ์จริง จะทำให้การเรียนรู้ลอยและถูกลืมได้ง่าย
เมื่อพนักงานเริ่มใช้กรอบคิดใหม่ในการจัดลำดับงาน สื่อสารกับผู้อื่น หรือรับมือกับปัญหา การเรียนรู้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน และพฤติกรรมใหม่จะค่อย ๆ ฝังอยู่ในวิธีทำงานประจำวัน
บทบาทของผู้นำ คือการตอกย้ำกรอบคิดที่ต้องการเห็น
ผู้นำมีอิทธิพลอย่างมากต่อกรอบคิดของทีม หากผู้นำยังใช้วิธีคิดเดิม แม้จะสนับสนุนการเทรนนิ่งพนักงานอย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิด
ผู้นำที่ตั้งคำถามในแนวทางใหม่ เปิดรับมุมมองที่แตกต่าง และยอมรับการเรียนรู้จากความผิดพลาด จะช่วยตอกย้ำกรอบคิดที่ต้องการเห็นในทีม เมื่อพนักงานเห็นพฤติกรรมเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ การเปลี่ยนวิธีคิดจะเกิดขึ้นทั้งทีม
การพัฒนาเริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่ความคาดหวัง
หลายองค์กรคาดหวังให้พนักงานเปลี่ยนพฤติกรรมทันทีหลังการเทรนนิ่ง แต่การเปลี่ยนกรอบคิดต้องใช้เวลา เทรนนิ่งพนักงานที่เข้าใจธรรมชาติของการเรียนรู้ จะไม่เร่งผลลัพธ์ แต่สร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพนักงานได้รับพื้นที่ในการเรียนรู้ ทดลอง และสะท้อนผลลัพธ์ การเปลี่ยนแปลงจะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างมั่นคง และไม่ย้อนกลับไปสู่วิธีเดิมง่าย ๆ
เทรนนิ่งพนักงานคือการวางรากฐานของการเปลี่ยนแปลงระยะยาว
สุดท้าย เทรนนิ่งพนักงานที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง ไม่ได้มุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน แต่สร้างรากฐานทางความคิดที่ทำให้พนักงานพร้อมปรับตัวในอนาคต
เมื่อพนักงานคิดเป็น มองปัญหาได้รอบด้าน และกล้าเรียนรู้จากงานของตัวเอง องค์กรจะได้ทีมที่พร้อมเติบโตไปกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงทำตามคำสั่ง
“เทรนนิ่งพนักงานที่ดี ไม่ได้บังคับให้คนทำต่าง แต่ทำให้คนคิดต่างอย่างมีเหตุผล”
หากองค์กรของคุณต้องการเทรนนิ่งพนักงานที่เปลี่ยนกรอบคิด สร้างการเรียนรู้จากงานจริง และนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน The Blacksmith พร้อมออกแบบการพัฒนาที่เหมาะกับบริบทขององค์กรคุณ คลิกลงทะเบียน


