Inhouse training ที่ได้ผล ต้องเริ่มจากการเข้าใจ DNA ขององค์กร ไม่ใช่การเลือกหลักสูตรสำเร็จรูป

หลายองค์กรเทรนเยอะ แต่ผลลัพธ์ไม่ขยับ เพราะไม่เริ่มจากปัญหาของตัวเอง

การอบรมภายในองค์กรหรือ Inhouse training กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทุกองค์กรใช้เพื่อพัฒนาคน แต่ความจริงที่พบซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ หลายองค์กรลงทุนกับการเทรนนิ่งปีละมาก แต่ผลงานกลับไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร

สาเหตุไม่ได้มาจากคุณภาพของหลักสูตรหรือวิทยากร แต่เกิดจากจุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุดคือ “องค์กรยังไม่รู้จักปัญหาของตัวเองจริง ๆ”

องค์กรจำนวนไม่น้อยเลือกคอร์สจากความนิยม เลือกตามเทรนด์ หรือเลือกเพราะองค์กรอื่นทำ ทั้งที่บริบทการทำงาน วัฒนธรรม และความท้าทายของแต่ละองค์กรไม่เหมือนกัน

Inhouse training จึงกลายเป็นคอร์สที่ให้ความรู้มาก แต่ให้การเปลี่ยนแปลงน้อย เพราะเนื้อหาไม่ได้เชื่อมกับความจริงในงานของผู้เรียน การเทรนจะไม่มีวันได้ผล หากเนื้อหาที่สอนไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คนกำลังเผชิญอยู่จริงในแต่ละวัน

“คอร์สที่ดี ไม่ใช่คอร์สที่ดัง แต่ต้องเป็นคอร์สที่ตอบปัญหาขององค์กรตัวเองให้ได้ก่อน”

DNA ขององค์กรคือสิ่งที่กำหนดว่าคอร์สแบบไหนจะใช้ได้ผล

ทุกองค์กรมี DNA ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม วิธีสื่อสาร ความเร็วในการทำงาน ระบบการตัดสินใจ หรือรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างทีม

สิ่งเหล่านี้คือข้อมูลสำคัญที่กำหนดว่าเนื้อหาการอบรมแบบไหนจะมีผล และแบบไหนจะไม่เกิดผลอะไรเลย

บางองค์กรมีวัฒนธรรมที่เน้นความเร็ว การตัดสินใจที่เฉียบคม และการแข่งขันสูง – การเทรนที่มุ่งให้ทุกคนค่อย ๆ ไตร่ตรองแบบเป็นขั้นตอนอาจไม่เหมาะ เพราะไม่สอดคล้องกับแรงกดดันที่เกิดขึ้นจริงบางองค์กรมีวัฒนธรรมที่เน้นความเร็ว การตัดสินใจที่เฉียบคม และการแข่งขันสูง

บางองค์กรมีการสื่อสารที่เงียบ คนไม่กล้าพูด ไม่กล้าขัด ส่วนใหญ่เลือกเก็บเงียบมากกว่าถกเถียง – คอร์สที่สอนวิธีคิดวิเคราะห์อาจยังไม่ใช่คำตอบเท่าไร หากยังไม่ได้สร้างความปลอดภัยในการพูดคุย

บางองค์กรมีช่องว่างระหว่างทีมจำนวนมาก แต่กลับเลือกคอร์สเพิ่มทักษะรายบุคคล – ในขณะที่สิ่งที่ควรแก้คือระบบการทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ทักษะของใครคนหนึ่ง

การออกแบบ Inhouse training จึงต้องเริ่มจากการเข้าใจ DNA ขององค์กรก่อน ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกคอร์สที่สวยงามบนหน้าปก

Inhouse training จะได้ผล เมื่อเนื้อหาสัมผัสบริบทจริงของงาน

การเรียนรู้ของผู้ใหญ่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่เรียนเชื่อมโยงกับประสบการณ์โดยตรง ถ้าเนื้อหาที่ยกขึ้นมาพูดไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ทีมเผชิญอยู่จริง การเรียนรู้จะไม่เกิด

แต่เมื่อเนื้อหาทำให้ผู้เรียนเห็นเหตุการณ์ที่คล้ายกับงานของตัวเอง เขาจะเริ่มวิเคราะห์ตามทันทีว่า “สิ่งนี้จะใช้ในงานของฉันอย่างไร”

Inhouse training ที่มีประสิทธิภาพจึงต้องออกแบบจากข้อมูลจริงขององค์กร เช่น ปัญหาที่พบซ้ำ ๆ ความเข้าใจผิดระหว่างทีม หรือรูปแบบการสื่อสารที่ทำให้การทำงานสะดุด การสื่อสาร การร่วมมือ หรือความรับผิดชอบจะไม่ดีขึ้นเลย หากเนื้อหาที่สอนยังลอยอยู่เหนือข้อมูลจริงขององค์กรโดยสมบูรณ์

“การเทรนที่ดีต้องทำให้ผู้เรียนเห็นตนเองในเนื้อหาที่เรียน และรู้ทันทีว่าจะนำไปปรับใช้ตรงไหน”

ความพร้อมของผู้นำคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ Inhouse training

ไม่มี Inhouse training ใดที่ประสบความสำเร็จได้หากผู้นำในทีมยังคงมีพฤติกรรมแบบเดิม การพัฒนาคนจะไม่เกิดขึ้นจริงถ้าคนที่เป็นต้นแบบไม่ปรับไปกับทีม ผู้นำจึงมีบทบาทสำคัญในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการเทรน

– ก่อนเทรน ผู้นำต้องช่วยระบุปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่เลือกคอร์สตามความรู้สึก

– ระหว่างเทรน ผู้นำต้องแสดงให้เห็นว่าตนเองเปิดใจเรียนรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ทีมเรียนลำพัง

– หลังเทรน ผู้นำต้องสนับสนุนให้ทีมลองสิ่งใหม่ สร้างพื้นที่ให้คนผิดพลาด และกระตุ้นให้ทีมสะท้อนสิ่งที่เรียน

ถ้าผู้นำยังทำแบบเดิม การเทรนจะกลายเป็นเพียงกิจกรรมหนึ่งในปี ไม่ใช่ตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

การเรียนรู้จะไม่เกิด หากไม่มีระบบต่อยอดหลังการอบรม

ปัญหาของการอบรมภายในองค์กรจำนวนมาก คือความรู้ถูกทิ้งไว้ในห้องเทรน เมื่อผู้เรียนกลับสู่โต๊ะทำงาน ลำดับความสำคัญที่แท้จริงก็กลับเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว การทำงานในระบบเดิมทำให้ความรู้ใหม่ถูกกลืนหาย

Inhouse training ที่ดีต้องมีระบบรองรับหลังจบคลาส เช่น การตั้งคำถามทบทายระหว่างทีม การโค้ชรายบุคคล การแบ่งปันสิ่งที่ลองทำใหม่ หรือการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ความรู้ไม่ตายอยู่ในห้องเรียน แต่กลายเป็นพฤติกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นจริงในงาน องค์กรที่เข้าใจกลไกนี้มักเห็นผลชัดเจน เพราะพนักงานไม่ได้แค่เรียน แต่ได้นำไปทดลอง และสะท้อนกลับอย่างต่อเนื่อง

สุดท้าย Inhouse training ต้องตอบคำถามว่า “เปลี่ยนอะไรได้จริงในงาน”

การเทรนที่ดีต้องให้คำตอบกับคำถามง่าย ๆ ข้อนี้

– ถ้าเนื้อหาดี แต่พนักงานไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ตรงไหน ก็เท่ากับไม่ได้เปลี่ยนอะไรในงานเลย

– Inhouse training ที่มีคุณค่าไม่ใช่การอธิบายทฤษฎี แต่คือการทำให้คนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับสิ่งที่พวกเขาต้องทำในชีวิตจริง

เมื่อพนักงานเห็นว่าความรู้ที่ได้ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ลดความขัดแย้ง ลดงานแก้ไข หรือเพิ่มประสิทธิภาพของทีม การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องบังคับ

ผู้นำที่เข้าใจหลักการนี้ จะไม่มองการเทรนเป็นกิจกรรม แต่เป็นการลงทุนที่มีผลต่อคุณภาพการทำงานของทั้งองค์กร

หากองค์กรของคุณต้องการ Inhouse training ที่ออกแบบจากปัญหาจริง และสร้างผลลัพธ์ในงานได้จริง The Blacksmith พร้อมช่วยวิเคราะห์บริบทองค์กรและออกแบบหลักสูตรที่ตอบโจทย์เฉพาะของทีมคุณโดยตรง คลิกลงทะเบียน

Scroll to Top