บทบาทของ CEO เปลี่ยนไปจากการเป็นผู้ตัดสินใจ มาเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้ทีมเติบโต
ในอดีต CEO ถูกคาดหวังให้เป็นคนที่มีคำตอบสำหรับทุกอย่าง รู้ทุกเรื่อง และตัดสินใจได้รวดเร็วที่สุด แต่เมื่อโลกของธุรกิจซับซ้อนเกินกว่าที่คนคนเดียวจะรู้ทุกมุม ความคาดหวังขององค์กรต่อ CEO จึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
วันนี้ CEO ไม่ได้ถูกวัดด้วยจำนวนคำสั่งที่ให้ แต่ถูกวัดด้วยคุณภาพของระบบที่สร้าง
– ระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานได้อย่างลื่นไหล
– ระบบที่ทำให้ไอเดียดี ๆ ไหลเวียนไม่ติดขัด
– ระบบที่ทำให้คนมีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ
– ระบบที่ทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
CEO ที่ยังพยายามนำด้วยคำตอบของตัวเอง จะทำให้องค์กรเดินได้ช้า แต่ CEO ที่สร้างระบบให้คนเก่งเติบโต จะทำให้องค์กรเดินได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า
CEO ไม่ต้องเก่งที่สุด แต่ต้องสร้างคนรอบตัวให้เก่งขึ้น
หนึ่งในความเข้าใจผิดของการเป็น CEO คือการคิดว่าตัวเองต้องเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่ CEO ที่เก่งจริงรู้ว่าความเร็วขององค์กรขึ้นอยู่กับทีมรอบตัวมากกว่า
ถ้าทีมแข็งแรง องค์กรก็แข็งแรง ถ้าทีมคิดเป็น CEO จะไม่ต้องแก้ปัญหารายวัน ถ้าทีมทำงานร่วมกันได้ดี CEO จะมีเวลาทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
CEO ที่ยึดติดกับบทบาท “คนรู้ทุกอย่าง” มักกลายเป็นคอขวดขององค์กรโดยไม่รู้ตัว ทุกคนต้องรอคำตอบ ทุกปัญหาต้องผ่านตัวเขา ทุกการตัดสินใจต้องได้รับอนุมัติ
แต่ CEO ที่สร้างคน จะทำให้พลังขององค์กรกระจาย ไม่ใช่รวมอยู่ที่ตัวเอง ทุกฝ่ายสามารถขยับได้เร็วขึ้น ทุกคนรู้ว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร และทุกคนเข้าใจว่าทิศทางขององค์กรคืออะไร
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “ผู้นำองค์กร” และ “เจ้าของงานทั้งหมด”
CEO ที่ดีต้องกล้าถอยเพื่อให้ระบบทำงานแทนตัวเอง
การถอยของ CEO ไม่ได้แปลว่าไม่ทำงาน แต่คือการหยุดทำสิ่งที่ทีมสามารถทำได้อยู่แล้ว และหันไปสร้างเงื่อนไขที่ทำให้ระบบเป็นตัวขับเคลื่อน หลายองค์กรติดหล่ม เพราะ CEO ทำงานลงลึกมากเกินไป แก้ปัญหาน้อยใหญ่ด้วยตัวเองหมด
จนกลายเป็นการสร้างความเคยชินให้ทีมว่า “ถ้าทำไม่ได้ เดี๋ยว CEO แก้ให้” แต่เมื่อ CEO ถอยอย่างมีหลักการ ทีมจะเริ่มรับผิดชอบมากขึ้น เริ่มคิดเองมากขึ้น และเริ่มมองงานในมุมที่กว้างขึ้น เพราะรู้ว่าไม่มีใครคิดแทน
การถอยเพื่อสร้างระบบแทนตัวเอง คือหนึ่งในทักษะที่ยากที่สุดของ CEO แต่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนความเร็วขององค์กรได้อย่างมหาศาล
ความสามารถสำคัญที่สุดของ CEO คือ “การทำให้องค์กรมองเห็นปัญหาจริงก่อนปัญหาจะใหญ่”
หลายองค์กรมีปัญหาบานปลาย เพราะปัญหาเล็ก ๆ ไม่ถูกพูด ไม่ถูกสะท้อน และไม่ถูกแก้ตั้งแต่ต้น CEO คือคนที่ต้องทำให้การสะท้อนปัญหาเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว หากคนในองค์กรรู้สึกว่าการพูดปัญหาออกมาคือความผิด พวกเขาจะเก็บมันไว้จนกระทั่งสายเกินไป
CEO ที่ดีไม่ใช่คนที่แก้ปัญหาเก่งที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ทุกคนกล้าพูดปัญหาก่อนที่มันจะลุกลาม เพราะเมื่อปัญหาถูกพูดออกมาเร็ว การแก้จะง่ายขึ้น ครอบคลุมขึ้น และมีต้นทุนต่ำกว่าเสมอ
นี่คือทักษะเชิงระบบที่ CEO ต้องมีมากกว่าการวางแผนหรือการตั้งเป้าหมาย
CEO ต้องเป็นคนสร้างความหมายให้คนทำงาน ไม่ใช่แค่สร้างตัวเลขให้ผู้ถือหุ้น
ในวันนี้ คนไม่ทำงานหนักเพราะถูกสั่ง แต่ทำงานหนักเพราะรู้ว่างานของตัวเองมีคุณค่า CEO ที่ดีต้องทำให้คนเห็นว่า งานที่เขาทำมีผลต่อใคร ทำไมบทบาทของเขาจึงสำคัญ และงานของเขาเชื่อมกับภาพขององค์กรอย่างไร การให้ความหมายกับงาน ไม่ใช่การพูดคำสวยงาม
แต่คือการทำให้คนรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า ความรู้สึกนี้ต่างหากที่ทำให้คนเต็มใจทุ่มเทอย่างยั่งยืน
CEO ที่สร้างความหมายได้ จะมีทีมที่มีพลัง และทีมที่มีพลังจะสร้างผลลัพธ์มากกว่าทีมที่ทำงานเพราะกลัวผิด
การเป็น CEO ยุคนี้ ต้องมีความสามารถในการรับฟังอย่างแท้จริง
การรับฟังไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับ CEO เพราะในระดับนี้ ข้อมูลที่ได้รับมักผ่านการกรองจากหลายชั้น ยิ่งตำแหน่งสูงเท่าไร ความจริงอาจยิ่งไกลจากตัวมากขึ้นเท่านั้น
CEO ที่รับฟังอย่างแท้จริง จะพยายามหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังคำพูด จะฟังอย่างไม่รีบสรุป จะฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อโต้
จะฟังสิ่งที่คนไม่ได้พูดออกมา แต่สะท้อนอยู่ในน้ำเสียงหรือการทำงาน การรับฟังทำให้ CEO เข้าใจระบบจริง ๆ ว่าอะไรติดขัด อะไรขาด อะไรควรเปลี่ยน และความเข้าใจนี้จะกลายเป็นจุดตั้งต้นของการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่แม่นยำกว่าเดิม
สุดท้าย CEO ที่องค์กรต้องการ ไม่ใช่คนที่ทำทุกอย่างได้ แต่คือคนที่ “ทำให้คนทั้งองค์กรเดินไปข้างหน้าได้”
CEO ไม่ได้ถูกวัดด้วยการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง แต่ด้วยความสามารถในการทำให้คนอื่นแก้ปัญหาได้
CEO ไม่ได้ถูกวัดด้วยการรู้ทุกเรื่อง แต่ด้วยการสร้างระบบที่ทำให้ข้อมูลไหลไปสู่คนที่ควรรู้
CEO ไม่ได้ถูกวัดด้วยความเร็วส่วนตัว แต่ด้วยความเร็วของทั้งองค์กร
นี่คือบทบาทใหม่ของ CEO ในโลกที่ซับซ้อน บทบาทที่ต้องการทั้งความเข้าใจมนุษย์ ความเข้าใจระบบ และความสามารถในการสร้างอนาคตร่วมกับทีม
หากองค์กรของคุณต้องการพัฒนา CEO และผู้บริหารระดับสูงให้มีมุมมองเชิงระบบ และสร้างเงื่อนไขให้ทีมทำงานได้เต็มศักยภาพ The Blacksmith พร้อมออกแบบโปรแกรมผู้นำที่ตอบโจทย์บริบทขององค์กรคุณ คลิกลงทะเบียน
CEO ส่วนใหญ่มักถูกวัดจากตัวเลข — รายได้ กำไร ส่วนแบ่งตลาด แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขเหล่านั้นล้วนเกิดจาก “คน” ที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อ CEO มุ่งแต่ผลลัพธ์โดยละเลยคน องค์กรอาจโตเร็วในระยะสั้น แต่จะเริ่มสะสมความเหนื่อยล้า ความไม่ไว้วางใจ และการลาออกที่ไม่จบสิ้น
ในทางกลับกัน หาก CEO ให้ความสำคัญกับคนมากเกินไปโดยไม่ชัดเจนเรื่องผลลัพธ์ ธุรกิจก็อาจหยุดนิ่ง
“CEO ที่ดีไม่ได้เลือกข้างระหว่างคนกับงาน แต่สร้างสมดุลที่ทำให้ทั้งสองเติบโตไปด้วยกัน”
ความท้าทายของผู้นำยุคนี้คือการ “เป็นมนุษย์ในระบบธุรกิจ”
การเป็น CEO ในยุคนี้ไม่ง่าย เพราะทุกการตัดสินใจมีผลทั้งต่อคนและองค์กร การลดต้นทุนอาจช่วยเพิ่มกำไร แต่ก็อาจกระทบต่อขวัญกำลังใจ การขยายธุรกิจอาจสร้างโอกาสใหม่ แต่ก็เพิ่มภาระให้คนในทีม
ผู้นำที่เข้าใจบริบทของคน จะไม่ตัดสินใจจากข้อมูลเพียงด้านเดียว แต่จะมองทั้งมุมเศรษฐกิจและมุมมนุษย์ไปพร้อมกัน พวกเขาจะถามเสมอว่า “สิ่งที่เราทำวันนี้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทีมในวันพรุ่งนี้อย่างไร”
ผู้นำที่มองเห็นคน จะมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่
องค์กรที่ CEO เข้าใจคน มักมีความได้เปรียบในการแข่งขันโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า พวกเขาจะกล้าเสนอไอเดีย กล้าแก้ปัญหา และกล้ารับผิดชอบมากขึ้น ในขณะที่องค์กรที่มองคนเป็นเพียงทรัพยากร จะเสียพลังสร้างสรรค์มหาศาลไปกับการ “ทำตามคำสั่ง” แทนที่จะ “ร่วมสร้างทางออก”
“หัวใจของการเติบโต ไม่ได้อยู่ที่แผนธุรกิจ แต่อยู่ที่คนที่เชื่อในแผนนั้น”
ความยั่งยืนขององค์กร เริ่มจากความยั่งยืนของผู้นำ
CEO ที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วยความเร่งรีบโดยไม่ดูแลตัวเอง มักจะหมดพลังเร็วกว่าที่คิด เพราะผู้นำที่เหนื่อย จะเริ่มมองโลกด้วยมุมที่แคบลง มองเห็นแต่เป้าหมายระยะสั้น และลืม “ภาพใหญ่ของการเติบโต” ในทางกลับกัน CEO ที่มีสมดุลในชีวิต รู้จักจัดการพลังของตัวเอง จะมีพลังในการมองภาพระยะยาว เห็นทั้งคน เห็นทั้งงาน และรู้ว่าจังหวะไหนควรเร่ง จังหวะไหนควรหยุดเพื่อให้ทีมฟื้นแรง
การฟังคือทักษะที่แยก CEO ที่เก่ง ออกจาก CEO ที่ยั่งยืน
CEO ที่เก่งอาจตัดสินใจได้เร็ว แต่ CEO ที่ยั่งยืนจะรู้ว่าควร “ฟังให้ครบก่อนพูด” เพราะการฟังไม่ได้หมายถึงการยอม แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เห็นมุมที่ตัวเองอาจพลาด เมื่อคนในองค์กรรู้ว่าผู้นำฟังจริง เขาจะพูดมากขึ้น แบ่งปันมากขึ้น และช่วยกันคิดมากขึ้น นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือ” แทนที่จะขับเคลื่อนด้วยคำสั่ง
CEO ที่ดีไม่ต้องรู้ทุกอย่าง แต่ต้องรู้ว่า “จะฟังใคร”
ในยุคที่ข้อมูลล้นหลาม การพยายามรู้ทุกเรื่องคือกับดักที่ทำให้ผู้นำหมดพลัง สิ่งสำคัญกว่าคือการรู้ว่า “จะฟังใคร” และ “เมื่อไหร่ควรฟัง” การเลือกทีมที่ไว้ใจได้ และเปิดโอกาสให้พวกเขาเป็นเสียงสะท้อนจากหน้างาน คือวิธีที่ทำให้ผู้นำตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นโดยไม่ต้องแบกรับทุกอย่างคนเดียว
สุดท้าย บทบาทของ CEO คือการ “นำด้วยมนุษย์”
ในวันที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่หลายสิ่ง ผู้นำที่โดดเด่นที่สุดกลับไม่ใช่คนที่ใช้เครื่องมือเก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจคนดีที่สุด เพราะมนุษย์เท่านั้นที่สร้างความหมาย ความผูกพัน และแรงบันดาลใจให้ทีมได้ Leadership ในระดับ CEO จึงไม่ใช่เรื่องของการสั่งการ แต่คือการ “สร้างพลังร่วม” ให้ทุกคนเชื่อว่าเป้าหมายขององค์กรคือเป้าหมายของพวกเขาเอง
“สุดท้ายแล้ว องค์กรที่เติบโตได้ ไม่ใช่องค์กรที่มีผู้นำเก่งที่สุด แต่คือองค์กรที่มีผู้นำที่ทำให้คนเก่งขึ้นทุกวัน”
หากองค์กรของคุณต้องการพัฒนา CEO และผู้บริหารให้เป็นผู้นำที่เข้าใจคน สร้างสมดุลระหว่างผลลัพธ์กับความสัมพันธ์ The Blacksmith พร้อมออกแบบโปรแกรมผู้นำระดับองค์กร ที่ตอบโจทย์การเติบโตทั้งในมุมธุรกิจและมนุษย์ คลิกลงทะเบียน


