เทรนนิ่งพนักงาน ที่ยั่งยืน ต้องสร้าง “แรงขับภายใน” มากกว่าแรงผลักจากภายนอก

แรงฮึกเหิมในคลาสมักจางเร็ว เพราะไม่ได้แตะรากของพฤติกรรม

หลายองค์กรเจอความจริงข้อหนึ่งเหมือนกันว่า พนักงานดูตั้งใจในห้องอบรม สนุกกับกิจกรรม รับฟังด้วยความสนใจ และเข้าใจเนื้อหาเป็นอย่างดี แต่เมื่อกลับมาที่โต๊ะทำงาน ทุกอย่างกลับนิ่งเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะบรรยากาศของการเรียนรู้ในคลาสต่างจากความเป็นจริงในงานอย่างมาก

ในคลาส ทุกอย่างถูกจัดวางให้คิดง่าย ตอบง่าย ลองง่าย ไม่มีแรงกดดัน แต่ในงานจริง ความเร็วของงาน ความคาดหวังของหัวหน้า และความกลัวที่จะผิด ล้วนกลายเป็นกำแพงที่บดบังแรงบันดาลใจที่เคยเกิดในคลาส

พฤติกรรมใหม่จึงไม่ทันได้เติบโต นี่คือสาเหตุว่าแรงผลักภายนอก เช่น คำพูดฮึกเหิมหรือบรรยากาศคึกคักในคลาส มีอายุสั้นมาก เพราะมันไม่ได้แตะต้นตอของพฤติกรรม การเทรนนิ่งพนักงานที่ยั่งยืนจึงต้องสร้างแรงขับภายในที่มาจากความเข้าใจและความหมาย ไม่ใช่อารมณ์ชั่วครู่

พนักงานจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ เมื่อเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังเรียน

ผู้เรียนจะสนใจอย่างลึกซึ้งก็ต่อเมื่อรู้ว่าสิ่งที่เรียนช่วยให้ชีวิตงานของตนดีขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ดีต่อองค์กร แต่ดีต่อวิธีทำงานของตัวเอง เมื่อนำเนื้อหาไปเทียบกับประสบการณ์ของตัวเอง เช่น ความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน การสื่อสารที่คลาดเคลื่อน หรือภาระงานที่ล้นเกิน จิตใจจะเริ่มเปิด และเมื่อผู้เรียนเริ่มมองเห็นว่าปัญหาที่เคยเจอซ้ำ ๆ เกิดจากวิธีคิดของตัวเองบางอย่าง พลังของการเรียนรู้จะเกิดขึ้นทันที

แรงขับภายในแบบนี้มีพลังมากกว่าแรงบังคับ มันไม่ได้มาจากความกลัวการประเมินผล แต่มาจากการเห็นว่าการปรับตัวเองทำให้งานง่ายขึ้นจริง นี่คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอย่างสมัครใจ และ “สมัครใจ” คือรากของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนที่สุด

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เมื่อพนักงานมั่นใจว่าจะไม่ถูกลงโทษเพราะลองผิด

แม้จะเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียน แต่หากพนักงานไม่มั่นใจว่าลองปรับแล้วจะปลอดภัยหรือไม่ พฤติกรรมใหม่ก็จะไม่เริ่ม ในหลายทีม การพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การถูกตำหนิ ทำให้ผู้เรียนสรุปในใจว่า “อย่าลองสิ่งใหม่จะดีกว่า” แรงขับภายในจะดับลงทันที

เทรนนิ่งพนักงานที่ดีต้องช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกว่าความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา และไม่มีใครสมบูรณ์ตั้งแต่แรก

เมื่อรู้ว่าไม่ถูกตัดสินเพราะกำลังฝึกวิธีทำงานแบบใหม่ พวกเขาจะเริ่มกล้าทดลอง จะเริ่มเลือกใช้คำพูดที่นุ่มลง จะเริ่มฟังให้ครบก่อนตอบ และจะเริ่มตั้งคำถามเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ชัดขึ้น ความกล้าเล็ก ๆ แบบนี้คือสัญญาณว่าการเรียนรู้กำลังเริ่มเกิดขึ้นจริง

บทบาทของหัวหน้าคือแรงสนับสนุน ไม่ใช่แรงกดดัน

แรงขับภายในเจริญเติบโตได้ก็ต่อเมื่อหัวหน้าเข้าใจสิ่งที่ทีมกำลังพยายามปรับ หากหัวหน้ายังใช้วิธีทำงานแบบเดิม เช่น ฟังน้อย ตัดสินเร็ว หรือควบคุมทุกอย่าง แรงขับภายในจะถูกบีบทับจนหายไป แต่หัวหน้าที่ตั้งใจฟัง ชวนคิด ชวนเชื่อมโยง และยอมให้ทีมลอง จะกลายเป็นแรงเสริมสำคัญที่ทำให้สิ่งที่เรียนเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ใช้

การสนับสนุนจากหัวหน้าไม่จำเป็นต้องใหญ่โต เพียงถามว่า “สิ่งที่เรียนมาอยากเริ่มจากตรงไหน” หรือ “อะไรทำให้วันนี้จัดการได้ดีขึ้นกว่าเดิม” ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าความพยายามของเขามีคนรับรู้ เมื่อหัวหน้าและลูกทีมเดินหน้าไปในจังหวะเดียวกัน บรรยากาศของทีมจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

แรงขับภายในจะคงอยู่เมื่อพนักงานเห็น “ความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ” จากการลงมือทำ

มนุษย์เรียนรู้จากผลลัพธ์ที่ตนเองสัมผัสได้จริง เมื่อพนักงานเริ่มเห็นว่าการฟังให้จบก่อนตอบทำให้ประชุมไหลลื่นขึ้น หรือการตั้งคำถามช่วยให้ทีมเข้าใจความต้องการของงานตรงกันมากขึ้น หรือการปรับโทนสื่อสารลดความตึงเครียดในทีมลงได้

สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ กลายเป็นความเชื่อใหม่ ความเชื่อใหม่จะกลายเป็นนิสัย และนิสัยจะกลายเป็นวัฒนธรรม ไม่มีแรงบันดาลใจแบบใดทรงพลังเท่าการเห็นว่าตัวเอง “ทำได้ดีขึ้น” จากเดิม นี่คือแรงขับภายในที่แท้จริง แรงขับที่ไม่ต้องมีใครบังคับ ไม่ต้องมีใครคอยกระตุ้น เพราะมันเติบโตจากการเห็นคุณค่าในความพยายามของตัวเอง

เทรนนิ่งพนักงานที่ดีคือคอร์สที่ทำให้คนอยากเรียนรู้ต่อเอง

ความสำเร็จของการเทรนนิ่งไม่ใช่จำนวนสไลด์หรือกิจกรรมในคลาส แต่คือพฤติกรรมหลังจบคลาส พนักงานเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นหรือไม่ เริ่มสื่อสารตรงขึ้นหรือไม่ เริ่มเห็นมุมมองของเพื่อนร่วมงานมากขึ้นหรือไม่ เริ่มจัดลำดับความสำคัญของงานได้ดีขึ้นหรือไม่

เมื่อผู้เรียนเริ่มมองหาความรู้เพิ่มด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านบทความ ฟังพอดแคสต์ หรือสังเกตพฤติกรรมตัวเองในการทำงาน นั่นคือหลักฐานว่าคอร์สได้สร้างการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างแท้จริง

กระบวนการเรียนรู้ที่ขยายตัวเองแบบนี้จะมีพลังมากกว่าการอบรมใด ๆ เพราะไม่พึ่งแรงผลักจากใคร แต่พึ่งแรงดึงของความอยากพัฒนา

สุดท้าย แรงขับภายในคือรากของการเติบโตที่ยั่งยืน

แรงผลักภายนอกอาจทำให้คนขยับตัวได้เร็ว แต่ไม่ทำให้คนเปลี่ยนได้ลึก แรงขับภายในต่างหากที่ทำให้คนเปลี่ยนแม้ไม่มีใครบอก ทำให้คนอยากลองวิธีใหม่ ทำให้คนเปิดใจฟัง ทำให้คนเห็นคุณค่าของการพัฒนา และทำให้การทำงานในแต่ละวันเต็มไปด้วยความหมายมากขึ้น

เทรนนิ่งพนักงานที่ยั่งยืนคือคอร์สที่ไม่เพียงสอนให้คนเก่งขึ้น แต่สอนให้คนอยากเก่งขึ้นด้วยตัวเอง

“การพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากคลาส แต่เริ่มจากแรงขับภายในของผู้เรียน”

หากองค์กรของคุณต้องการเทรนนิ่งพนักงานที่สร้างแรงขับภายใน และเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานอย่างยั่งยืน The Blacksmith พร้อมออกแบบโปรแกรมที่เหมาะกับทีมของคุณอย่างแท้จริง คลิกลงทะเบียน

Scroll to Top