ทำไมผู้นำบางคนมีทักษะครบ แต่ทีมยังไม่เดินหน้า
หลายคนเข้าใจว่าภาวะผู้นำคือเรื่องของทักษะ เช่น การสื่อสาร การตัดสินใจ หรือการวางกลยุทธ์ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ส่งผลต่อทีมมากที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคืออารมณ์ของผู้นำเอง
ผู้นำที่หงุดหงิดง่าย ทำให้ทีมไม่กล้าพูด, ผู้นำที่ใจร้อน ทำให้ทีมไม่กล้าคิด, ผู้นำที่ตั้งรับเร็ว ทำให้ทีมไม่กล้าบอกความจริง
แม้จะมีความสามารถสูง แต่ถ้าอารมณ์ไม่มั่นคง บรรยากาศของการทำงานจะเต็มไปด้วยความระแวง และนั่นทำให้ทีมไม่สามารถปล่อยศักยภาพออกมาได้เต็มที่
หลายครั้งทีมไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ ซึ่งพื้นที่แบบนี้เกิดขึ้นจากตัวผู้นำโดยตรง
ภาวะผู้นำที่แท้จริง เริ่มจากการรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง
อารมณ์ของผู้นำส่งผลต่อทีมแบบทวีคูณ เมื่อผู้นำเครียด ทีมจะเครียดตาม เมื่อผู้นำตั้งรับ ทีมจะปิดตัว เมื่อผู้นำพูดด้วยอารมณ์ ทีมจะกลายเป็นคนระวังหลังมากกว่าร่วมมือกัน
ภาวะผู้นำจึงไม่ได้หมายถึงการเก่งที่สุด แต่หมายถึงการรู้ว่าอารมณ์ของตัวเองกำลังส่งผลต่อทีมอย่างไร ผู้นำที่รู้เท่าทันอารมณ์ไม่ใช่คนที่ไม่โกรธ ไม่เครียด หรือไม่ผิดหวัง แต่คือคนที่รู้ว่าอารมณ์กำลังพาตัวเองไปสู่การตัดสินใจผิดหรือไม่
เขาจะหยุดคิดก่อนตอบคำถาม จะตั้งใจฟังก่อนสรุป จะไม่รีบตำหนิทีมเมื่อยังไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด อารมณ์ที่ถูกจัดการดี ทำให้ทุกบทสนทนากลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ มากกว่าพื้นที่ที่คนกลัวว่าจะถูกตำหนิ
เมื่อผู้นำจัดการอารมณ์ได้ ทีมจะทำงานด้วยความมั่นใจมากขึ้น
การแสดงออกของผู้นำกลายเป็นจังหวะของทีมโดยอัตโนมัติ
– ถ้าผู้นำฟังโดยไม่ขัด ทีมจะกล้าเล่าเรื่องที่ควรรู้
– ถ้าผู้นำถามด้วยความสงสัย ไม่ใช่ตำหนิ ทีมจะกล้าทดลอง
ถ้าผู้นำยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดได้ ทีมจะกล้าเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง
– นี่คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากความมั่นคงทางอารมณ์ ซึ่งเป็นรากฐานของภาวะผู้นำสมัยใหม่
ความมั่นคงนี้ไม่ได้ทำให้ทีมสบายจนเกินไป แต่ทำให้ทีมรู้ว่าพวกเขามีพื้นที่ให้เติบโตโดยไม่ต้องกลัวว่าความผิดพลาดจะถูกใช้เป็นอาวุธกลับมาทำร้าย
ภาวะผู้นำคือการแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความรู้สึก”
หลายสถานการณ์ในที่ทำงานทำให้ผู้นำสับสนระหว่างข้อมูลกับอารมณ์
เมื่อทีมทำงานช้า ผู้นำอาจรู้สึกว่าทีมไม่ใส่ใจ, เมื่อข้อมูลไม่ครบ ผู้นำอาจรู้สึกว่าทีมไม่รับผิดชอบ, เมื่อมีความเห็นต่าง ผู้นำอาจรู้สึกว่าถูกท้าทายอำนาจ
แต่หากแยกความรู้สึกออกจากข้อเท็จจริงได้ จะเห็นว่าปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเจตนา แต่เกิดจากระบบ ข้อจำกัด หรือความไม่เข้าใจ
นี่คือสิ่งที่ทำให้ภาวะผู้นำต่างจากคำว่า “เป็นหัวหน้า” หัวหน้าอาจมีอำนาจสั่ง แต่ผู้นำมีความสามารถในการทำให้คนอยากทำ และความสามารถนั้นเกิดขึ้นจากวิธีมอง ไม่ใช่วิธีสั่ง
การจัดการอารมณ์ของผู้นำคือสิ่งที่เปลี่ยนบรรยากาศของทั้งทีม
ผู้นำหลายคนเคยประหลาดใจว่า ทำไมเมื่อเขาขึ้นเสียงเพียงครั้งเดียว ทีมถึงปิดตัวไปหลายวัน เหตุผลคืออารมณ์ของผู้นำมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด ทีมต้องประเมินเสมอว่าควรพูดหรือไม่ควรพูดอะไร
แต่เมื่อผู้นำเริ่มมีวินัยทางอารมณ์ ทีมจะค่อย ๆ กล้าสื่อสาร กล้าถาม กล้าบอกปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ การป้องกันปัญหาเริ่มจากการสื่อสารเร็ว และการสื่อสารเร็วเกิดขึ้นเมื่อทีมไม่กลัวผู้นำ
ภาวะผู้นำจึงไม่ได้อยู่ที่ความเด็ดขาด แต่อยู่ที่ความมั่นคงพอที่จะให้คนอื่นเติบโตได้โดยไม่ถูกปิดกั้น
สุดท้าย ภาวะผู้นำคือการรับผิดชอบต่อ “อารมณ์ที่เราส่งออกไป”
ผู้นำไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ทุกอย่าง แต่สามารถกำหนดบรรยากาศที่จะทำให้ทีมสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ เมื่อผู้นำจัดการอารมณ์ได้ เขาจะตอบสนองอย่างมีเหตุผลมากกว่าปฏิกิริยา
เขาจะเลือกใช้คำพูดที่สร้างให้ทีมแข็งแรงขึ้น มากกว่าคำพูดที่บั่นทอน เขาจะมองปัญหาเป็นโอกาสในการเรียนรู้ มากกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
นี่คือภาวะผู้นำที่แท้จริง ไม่ใช่การเก่งที่สุด แต่คือการทำให้คนรอบตัวเก่งขึ้นได้เพราะเรา
“ภาวะผู้นำไม่ได้เริ่มจากการนำคนอื่น แต่เริ่มจากการนำตัวเองก่อน”
หากองค์กรต้องการพัฒนาภาวะผู้นำให้หัวหน้าเข้าใจอารมณ์ของตัวเองลึกขึ้น และสามารถสร้างบรรยากาศที่ทำให้ทีมเติบโต The Blacksmith พร้อมออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กรคุณ คลิกลงทะเบียน


